พระคาถาธารณปริตร คาถาดีๆอยากเเนะนำ

Posted By on February 5, 2013

พระคาถาธารณปริตร คาถาดีๆอยากเเนะนำ

เมื่อครั้งออกพรรษาปี 2526

พระป่ากรรมฐานรูปหนึ่งได้มีโอกาสออกวิเวก

เจริญรุกขมูล   ธุดงค์ทางภาคเหนือ และชายแดนฝั่งพม่า

เขตติดต่อพรมแดนในแวดวงหมู่บ้านชาวเขาเผ่าต่าง ๆ นานเกือบ 3 เดือน

 

ขณะปักกลดพักที่ดอยพระพุทธบาทห้วยต้น อ.ลี้  จ.ลำพูน

ได้พบและปรึกษาธรรมปฎิบัติและอื่น ๆ

กับพระอาจารย์รังสรรค์  โชติปาโล

ซึ่งเพิ่งจะธุดงค์เดินป่ามาจากประเทศพม่า

และได้จดจำเอา”พระคาถาธารณปริตร”

จากวัดอรัญตะยา   ในมัณฑะเลย์   ประเทศพม่ามาด้วย

 

เนื่องจากเห็นว่าเป็นบทสวดสรรเสริญพระพุทธคุณ

ที่ในประเทศไทยเรายังไม่คุ้นเคย  หรือมีปรากฎมาก่อน

จะด้วยสาเหตุใดก็ตามที

เมื่อพระป่ามาพบกันหลายองค์ที่จังหวัดลำพูน

ก็ได้นำพะคาถาธารณปริตร บทนี้ ทำวัตรเย็นร่วมกัน ติดต่อกันอยู่ 5 วัน

ก่อนทำเพียรภาวนาทุกค่ำคืน

ได้ปรากฎเห็นหมู่เทวาอารักษ์ในนิมิต

มาชุมนุมและร้องชมเชยสรรเสริญ ชื่นบาน  ร่าเริงมาก

ที่ได้ยินพระป่ากรรมฐานเจริญ พระคาถาธารณปริตร อันทรงคุณเป็นเลิศนี้

 

พระภิกษุกรรมฐานทั้ง 5-6 รูป

ครั้นเจริญพระปริตรที่ห้วยต้น อ.ลี้   จ.ลำพูน

ต่างได้เห็นนิมิตเทวาอารักษ์ ชื่นชมตรงกันทั้งสิ้น

แม้จะน้อมนำทำน้ำพระพุทธมนต์โปรดหมู่ญาติโยมในที่ต่างๆ

ก็ศักดิ์ศสิทธิ์เหลือประมาณ

จึงได้พิจารณาเห็นว่า พระพุทธานุภาพของพระปริตรบทนี้ ทรงคุณเหลือประมาณ

สมควรที่พุทธศาสนิกชนทุกท่าน จะได้นำไปสาธยายบูชาต่อไป

 

 

 

อนึ่ง ข้าพเจ้าได้ทราบจากหลวงปู่ทวด วัดช้างให้ว่า

ผู้ที่สาธยายมนต์พระปริตรบทนี้ทุกๆวันอย่างน้อยวันละ ๑ ครั้ง

พร้อมกับเร่งบริจาคทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา

 จะสามารถรอดพ้นจากวิกฤตมหาอุบัติภัยโลกที่จะบังเกิด

 

 

 

พระคาถาธารณปริตร

 

น้อมรำลึกถึงพระปัญญาธิคุณ พระเมตตาธิคุณ

พระมหากรุณาธิคุณ  แห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์

โดยกล่าวคำนอบน้อมนมัสการคือ

 

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ๓ จบ
๑.พุทธานัง ชิวิตตัสสะ นะ สักกา เกนะจิ อันตะราโย กาตุง ตถา เม โหตุ

อตีตัง เส พุทธัสสะ ภะคะวะโต อัปปฏิหะตะญาณัง อนาคตัง เส พุทธัสสะ ภะคะวะโต อัปปฏิหะตะญาณัง

ปัจจุปันนัง เส พุทธัสสะ ภะคะวะโต อัปปฏิหะตะญาณัง

๒.อิเมหิ ตีหิ ธัเมหิ สะมันนาคะตัสสะ พุทธัสสะ ภะคะวะโต

สัพพัง กายะกัมมัง ญาณะปุพพังคะมัง ญาณานุปริวัตตัง สัพพัง วจีกัมมัง ญาณะปุพพังคะมัง ญาณานุปริวัตตัง

สัพพัง มะโนกัมมัง ญาณะปุพพังคะมัง ญาณานุปริวัตตัง

๓.อิเมหิ ฉะหิ ธัมเมหิ สะมันนาคะตัสสะ พุทธัสสะ ภะคะวะโต

นัตถิ ฉันทัสสะ หานิ นัตถิ ธัมมะเทสนายะ หานิ นัตถิ วิริยัสสะ หานิ นัตถิ วิปัสสะนายะ หานิ

นัตถิ สมาธิธัสสะ หานิ นัตถิ วิมุตติยา หานิ

๔.อิเมหิ ทะวาทะสะหิ ธัมเมหิ สะมันนาคะตัสสะ พุทธัสสะ ภะคะวะโต

นัตถิ ทะวา นัตถิ ระวา นัตถิ อัปผุฏฏัง นัตถิ เวคายิตัตตัง นัตถิ พะยาวะฏะมะโน นัตถิ อัปปฏิสังขารุเปกขา

๕.อิเมหิ อัฏฐาระสะหิ ธัมเมหิ สะมันนาคะตัสสะ พุทธัสสะ ภะคะวะโต นะโม สัตตันนัง

สัมมาสัมพุทธัง นัตถิ ตะถาคะตัสสะ กายะทุจริตตัง นัตถิ ตะถาคะตัสสะ วจีทุจริตตัง

นัตถิ ตะถาคะตัสสะ มโนทุจริตตัง นัตถิ อตีตัง เส พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปะฏิหะตะญาณัง นัตถิ อนาคตัง เส

พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปะฏิหะตะญาณัง นัตถิ ปัจจุปันนัง เส พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปะฏิหะตะญาณัง

นัตถิ สัพพัง กายะกัมมัง ญาณานุปุพพัง คะมัง ญาณัง นานุปริวัตตัง

นัตถิ สัพพัง วจีกัมมัง ญาณานุปุพพัง คะมัง ญาณัง นานุปริวัตตัง

นัตถิ สัพพัง มะโนกัมมัง ญาณานุปุพพัง คะมัง ญาณัง นานุปริวัตตัง

อิมัง ธาระณัง อะมิตัง อะสะมัง สัพพะสัตตานัง ตาณังเลณัง สังสาระ ภะยะภีตานัง อัคคัง มหาเตชัง

๖.อิมัง อานันทะ ธาระณะปริตตัง ธาเรหิ วาเรหิ ปริปุจฉาหิ
ตัสสะ กาเย วิสัง นะ กะเมยยะ อุทะเกนะ ลัคเคยยะ อัคคีนะ ทะเหยยะ นานาภะยะวิโก นะ เอกาหาระโก นะ ทะวิหาระโก นะ ติหาระโก นะ จะตุหาระโก นะ อุมมัตตะกัง นะ มุฬะหะกัง มนุสเสหิ อะมนุสเสหิ นะ หิงสะกา

๗.ตัง ธาระณัง ปริตตัง ยถา กะตะเม

ชาโล มหาชาโล ชาลิตเต มหาชาลิตเต ปุคเค มหาปุคเค สัมปัตเต มหาสัมปัตเต ภูตัง คะมะหิ ตะมังคะลัง

๘. อิมัง โข ปะนานันทะ ธาระณะปริตตัง สัตตังสะเตหิ สัมมาสัมพุทธโกฏีหิ ภาสิตัง

วัตเต อะวัตเต คันธะเว อะคันธะเว โนเม อะโนเม เสเว อะเสเว กาเย อะกาเย ธาระเณ อะธาระเณ

อิลลิ มิลลิ ติลลิ มิลลิ โยรุกเข มหาโยรุกเข ภูตัง คะมะหิ ตะมังคะลัง

๙.อิมัง โข ปะนานันทะ ธาระณะปริตตัง นะวะ นะ วุติยา สัมมาสัมพุทธโกฏีหิ ภาสิตัง

ทิฏฐิลา ทัณทิลา มันติลา โรคิลา ขะระลา ทุพพิลา เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา.

 

 

 

 

คำแปลพระคาถาธารณปริตร

 

๑.อันชีวิตแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย อันใครๆ ไม่อาจทำอันตรายได้ฉันใด

ขอชีวิตความเป็นอยู่แห่งข้าพเจ้า จงเป็นเหมือน เช่นกัน

 อันว่าญาณที่ไม่มีเครื่องกระทบของพระพุทธเจ้าผู้มีบุญมีย่อมมีในอดีต ในอนาคต ในปัจจุบัน

๒.อันว่ากายกรรมทั้งปวงของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ประกอบแล้วด้วยคุณธรรมทั้งหลายสามเหล่านี้มีญาณเป็นประธานเป็นไปตามญาณ

 อันว่าวจีกรรมทั้งปวงของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ประกอบแล้วด้วยคุณธรรมทั้งหลายสามเหล่านี้มีญาณเป็นประธานเป็นไปตามญาณ

 อันว่ามโนกรรมทั้งปวงของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ประกอบแล้วด้วยคุณธรรมทั้งหลายสามเหล่านี้มีญาณเป็นประธานเป็นไปตามญาณ

๓.อันว่าความเสื่อมถอยน้อยลงของประโยชน์ที่ประสงค์ย่อมไม่มีแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีบุญ ผู้ประกอบแล้วด้วยคุณธรรม ๖ ประการเหล่านี้
อันว่าความเสื่อมถอยน้อยลงแห่งการแสดงธรรม ย่อมไม่มีแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อันว่าความเสื่อมถอยน้อยลงของความเพียร ย่อมไม่มีแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อันว่าความเสื่อมถอยน้อยลงของวิปัสสนาญาณ ย่อมไม่มีแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อันว่าความเสื่อมถอยน้อยลงแห่งกามาวจรและรูปาวจรวิมุตติ ย่อมไม่มีแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

๔.อันว่าการพูดเล่น ย่อมไม่มีแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีบุญ ผู้ประกอบด้วยคุณธรรมทั้งหลาย ๑๒ ประการเหล่านี้

อันว่าการพูดพลั้งเผลอโดยขาดสติ ย่อมไม่มีแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อันว่าความไม่แพร่หลายในเญยยะธรรม ๕ ย่อมไม่มีแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อันว่าการกระทำใดๆ อย่างผลุนผลัน โดยไม่การพิจารณาเสียก่อน ย่อมไม่มีแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อันว่าความมีใจวุ่นวายด้วยกิเลส ย่อมไม่มีแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อันว่าการกระทำที่ไม่มีอุเบกขาในเตภูมิสังขาร ย่อมไม่มีแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัม
พุทธเจ้า

๕.อันว่าความเคารพนอบน้อม ขอจงมีแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีบุญ ผู้ประกอบแล้วด้วยคุณธรรม ๑๘ ประการเหล่านี้

อันว่ากายทุจริต ย่อมไม่มีแด่พระตถาคต

อันว่าวจีทุจริต ย่อมไม่มีแด่พระตถาคต

อันว่ามโนทุจริต ย่อมไม่มีแด่พระตถาคต

อันว่าญาณ อันมีเครื่องกระทบขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีบุญ ย่อมไม่มีในอดีต

อันว่าญาณ อันมีเครื่องกระทบขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีบุญ ย่อมไม่มีในปัจจุบัน

อันว่าญาณ อันมีเครื่องกระทบขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีบุญ ย่อมไม่มีในอนาคต

อันว่ากายกรรมทั้งปวง ไม่มีญาณเป็นประธาน ไม่เป็นไปตามญาณ ย่อมไม่มีแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อันว่าวจีกรรมทั้งปวง ไม่มีญาณเป็นประธาน ไม่เป็นไปตามญาณ ย่อมไม่มีแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อันว่ามโนกรรมทั้งปวง ไม่มีญาณเป็นประธาน ไม่เป็นไปตามญาณ ย่อมไม่มีแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อันว่ามโนกรรมทั้งปวง ไม่มีญาณเป็นประธาน ไม่เป็นไปตามญาณ ย่อมไม่มีแด่องค์สมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อันว่า ธารณปริตร นี้ ไม่มีเครื่องเทียบ ไม่มีเครื่องเสมอเหมือน เป็นที่ต่อต้าน เป็นที่หลบซ่อนของสัตว์

ผู้ที่กลัวภัยในสังสารวัฏทั้งหลาย อัคคัง ประเสริฐ มหาเตชัง มีเดชมาก

๖.ดูกรอานนท์ ท่านจงท่องจดจำ สอบถาม ซึ่งธารณปริตรนี้

อันว่ากายของผู้ท่องสวดมนต์ธารณปริตรนี้ ไม่พึงตายด้วยพิษงู พิษนาค

ไม่พึงตายในน้ำ อันว่าไฟไม่พึงไหม้เป็นผู้พ้นภัยพิบัติต่างๆ

ใครคิดทำร้ายในวันเดียวก็ไม่สำเร็จ ใครคิดร้ายทำลายในสองวัน สามวัน สี่วัน…ก็ไม่สำเร็จ

ไม่พึงเป็นโรคหลงลืม ไม่พึงเป็นบ้าใบ้ อันอมนุษย์ทั้งหลาย ไม่สามารถเบียดเบียนได้

๗.อันว่าธารณปริตรนี้ มีความศักดิ์สิทธิ์ คือ

ชาโล มีอานุภาพเหมือนพระอาทิตย์ ประชุมกัน ๗ ดวง ที่ขึ้นมาในเวลาโลกาพินาศ

มหาชาโล มีอานุภาพเหมือนมุ้งเหล็ก ที่สามารถป้องกันภัยจาก เทวดา อินทร์ นาค ครุฑ ยักษ์ เป็นต้น

ชาลิตเต มีอานุภาพประหารศัตรูทั้งหลาย

มหาชาลิตเต มีอานุภาพให้พ้นจากกัปทั้ง ๓ คือ โรคันตรกัป, สัตถันตรกัป และทุพภิกขันตรกัป

มีอานุภาพให้พ้นจากโลกต่างๆ ในเวลาปฏิสนธิคือ การเป็นใบ้ เป็นพิการ เป็นคนหูหนวก

อีกทั้งไม่พึงตกต้นไม้ ตกเหว ตกเขาตาย สามารถได้สมบัติที่ยังไม่ได้

ทรัพย์สมบัติที่ได้มาแล้วก็จะเจริญขึ้นโดยความเป็นจริง สามารถประหารความมืด แล้วได้ความสว่าง

๘.ดูกรอานนท์ อันธารณปริตร ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงตรัสไว้พึงสมาคมคนดี ไม่พึงสมาคมคนชั่ว

พึงนำมาซึ่งกลิ่นและรสอันเป็นธรรม พึงน้อมนำมาซึ่งน้ำใจดี ไม่พึงน้อมนำมาซึ่งน้ำใจร้าย พึงทำกายให้เป็นกายดี พึงนำมาแต่สิ่งอันเป็นกุศล ไม่ถึงนำมาซึ่งสิ่งอันเป็นอกุศล พึงฟังแต่สิ่งที่ดีไม่พึงฟังสิ่งที่ไม่ดี พึงเห็นแต่นิมิตดี ไม่ถึงเห็นนิมิตร้าย
โยรุกเข ต้นไม้ที่ตายแล้วสามารถฟื้นขึ้นมาได้

มหาโยรุกเข ต้นไม้ที่ยังเป็นอยู่ ก็ทำให้เจริญงอกงามโดยความเป็นจริง

สามารถประหารความมืด แล้วได้ความสว่าง

๙.ดูกรอานนท์ อันธารณปริตรนี้ สามารถรู้ความคิดร้ายของผู้อื่น

อาวุธต่างๆ มีเครื่องประหาร เช่น มีด หอก ปืน ไฟ เป็นต้น ไม่สามารถทำอันตรายได้

มันติลา สามารถทำน้ำมนต์คาถา ให้มีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้น สามารถประหารโรคต่างได้ และโรคร้ายแรงต่างๆ ไม่อาจทำอันตรายได้

ทุพพิลา สามารถหลุดพ้นจากเครื่องผูกมัด

ด้วยอำนาจแห่งสัจจะวาจานี้ ขอความสวัสดีมีชัยจงมีแก่ข้าพเจ้าในกาลทุกเมื่อเถิด

คาถาขายที่ดิน

Posted By on January 29, 2013

คาถาขายที่ดิน

 

ขอฝากคาถาเรียกเงินให้กับเพื่อน ๆ และน้อง ๆ ที่รักเราทั้งหลาย เอาไว้ใช้เมื่อเวลาต้องการ จะในทางใดก็แล้วแต่ ลองใช้ดู
ให้ตั้งนะโม 3 จบ
นะมา มีนา
มหา ลาภา
อิทธิ พุทธัสสะ
มานี มา มา
วะ สะโหม
——–

คาถาขายที่ดิน
ตั้งนะโม 3 จบ
พรมรังสี นามะ เตโช
มหาปันโญ มหาลาโภ
มหายะโส สัพพะสิทธิ
ภวันตุเม
———–
(นำมาฝากค่ะ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่) ลองใช้ดู
โดยเฉพาะคาถาขายที่ดิน มีผู้ท่องคาถานี้ แล้วก็สำเร็จมาแล้วค่ะ
(แต่เขาเป็นนายหน้าขายที่ดินนะ ร่ำรวยไม่รู้ตัว) แต่ต้องทำความดีด้วยนะ สวดมนต์ไหว้พระ หมั่นทำบุญ ถือศีล กินเจได้จะดีมาก ไม่เบียดเบียนมนุษย์ ให้ทานบ้าง
เอาไว้ถ้ามีคาถาดี ๆ จะนำมาฝากอีกนะคะ (หมั่นทำความดีไว้ สิ่งดี ๆ ก็จะมาหาเราเองค่ะ)

วิธีการเเผ่เมตตาเบื้องต้น

Posted By on January 24, 2013

วันนี้จะขอฝากญาติ โยมไว้ การอุทิศส่วนกุศล และการแผ่ส่วนกุศลไม่เหมือนกัน การแผ่คือการแพร่ขยาย เป็นการเคลียร์พื้นที่ แผ่ส่วนบุญออกไป เรียกว่า สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เรียกว่าการแผ่แพร่ขยาย แต่การอุทิศให้ เป็นการให้โดยเจาะจง ถ้าเราจะให้ตัวเองไม่ต้องบอก ไม่ต้องบอกว่าขอให้ข้าพเจ้ารวย ขอให้ข้าพเจ้าดี ขอให้ข้าพเจ้าหมดหนี้ ทำบุญก็รวยเอง เราเป็นคนทำ เราก็เป็นคนได้ และการให้บิดามารดานั้นก็ไม่ต้องออกชื่อแต่ประการใด ลูกทำดีมีปัญญา ได้ถึงพ่อแม่ เพราะใกล้ตัวเรา พ่อแม่อยู่ในตัวเรา เราสร้างความดีมากเท่าไรจะถึงพ่อแม่ มากเท่านั้น เรามีลูก ลูกเราดี ลูกมีปัญญา พ่อแม่ก็ชื่นใจโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องไปบอก

จากหนังสือกฎแห่งกรรมเล่ม ๖ เรื่อง การอุทิศส่วนกุศล โดย พระธรรมสิงหบุราจารย์
http://www.jarun.org/v6/th/lrule06p0101.html

 

ผู้ปรารถนาจะปลูก เมตตาให้งอกงามอยู่ในจิต พึงปลูกด้วยการคิดแผ่ ในเบื้องต้นแผ่ไปโดยเจาะจงก่อน ในบุคคลที่ชอบพอ มีมารดา บิดา ญาติมิตร เป็นต้น โดยนัยว่าผู้นั้น ๆ จงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน ไม่มีทุกข์ มีสุขสวัสดี รักษาตนเถิด เมื่อจิตได้รับการฝึกหัดคุ้นเคยกับเมตตาเข้าแล้ว ก็แผ่ขยายให้กว้างออกไปโดย
ลำดับดังนี้ ในคนที่เฉย ๆ ไม่ชอบไม่ชัง ในคนไม่ชอบน้อย ในคนที่ไม่ชอบมาก ในมนุษย์และดิรัจฉานไม่มีประมาณ เมตตาจิต เมื่อคิดแผ่กว้างออกไปเพียงใด มิตรและไมตรีก็มีความกว้างออกไปเพียงนั้น เมตตา ไมตรีจิตมิใช่อำนวยความสุขให้เฉพาะบุคคล ย่อมให้ความสุขแก่ชนส่วนรวมตั้งแต่สองคนขึ้นไป คือ หมู่ชนที่มีไมตรีจิตต่อกัน ย่อมหมดความระแวง ไม่ต้องจ่ายทรัพย์ จ่ายสุข ในการระวังหรือเตรียมรุกรับ มีโอกาสประกอบการงาน อันเป็นประโยชน์แก่ตนเอง และหมู่เต็มที่ มีความเจริญรุ่งเรืองและความสงบสุขโดยส่วนเดียว

จากหนังสือกฎแห่งกรรมเล่ม ๑๓ เรื่อง สุจริตธรรมเหตุแห่งความสุขที่แท้จริง โดย พระธรรมสิงหบุราจารย์
http://www.jarun.org/v6/th/lrule13p0303.html

สวดมนต์เป็นนิจ อธิษฐานจิตเป็นประจำ อโหสิกรรมเสียก่อนและเราก็แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่เราไปสร้างกรรมมาครั้งอดีต รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง รู้เท่าทันหรือไม่เท่าทันก็ตาม ถ้ารู้เท่าไม่ถึงการณ์เช่นนี้แล้ว ขอสรรพสัตว์ทั้งหลายจงอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้า มันก็จะน้อยลงไป

จากหนังสือกฎแห่งกรรมเล่ม ๓ เรื่อง กรรมฐานแก้กรรมได้อย่างไร โดย พระธรรมสิงหบุราจารย์
http://www.jarun.org/v6/th/lrule03p0201.html

“ตั้งสติหายใจยาว ๆ ตอนที่กรวดน้ำเสร็จแล้วอธิษฐานจิตไว้ก่อน อธิษฐานจิตหมายความว่า ตั้งสติสัมปชัญญะไว้ที่ลิ้นปี่ สำรวมกาย วาจา จิต ได้ตั้งมั่นแล้ว จึงขอแผ่เมตตาไว้ในใจสักครู่หนึ่ง แล้วก็ขอ อุทิศให้บิดามารดาของเราว่า เราได้บำเพ็ญกุศล ท่านจะได้บุญได้ผลแน่ ๆ เดี๋ยวนี้ด้วย…”

“หายใจยาว ๆ ตั้งสติก่อน หายใจลึก ๆ ยาว ๆ แล้วก็แผ่เมตตาก่อน มีเมตตาดีแล้ว ได้กุศลแล้ว เราก็อุทิศเลย อโหสิกรรม ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่พยาบาทใครอีกต่อไป และเราจะขออุทิศให้ใคร ญาติบุพเพสันนิวาสจะได้ก่อน ญาติเมื่อชาติก่อนจะได้มารับ เราก็มิทราบว่าใครเป็นพ่อแม่ในชาติอดีตใครเป็นพี่น้องของเราเราก็ไม่ทราบ แต่ แล้วเราจะได้ทราบตอนอุทิศส่วนกุศลนี้ไปให้ เหมือนโทรศัพท์ไป เขาจะได้รับหรือไม่ เราจะรู้ได้ทันที”

“นี่ก็เช่นเดียวกัน เราจะปลื้มปีติทันทีนะ เราจะตื้นตันขึ้นมาเลย ถ้าท่านมีสมาธิ น้ำตาท่านจะร่วงนะ ขนพองสยองเกล้าเป็นปีติเบื้องต้น ถ้าท่านมาสวดมนต์กันส่งเดช ไม่เอาเหนือเอาใต้ ท่านไม่อุทิศ ท่านจะไม่รู้เลยนะ… ”

“วันนี้ท่านทำบุญ อะไร สร้างความดีอะไรบ้าง ดูหนังสือท่องจำบทอะไรได้บ้าง ก็อุทิศได้ เมืองฝรั่งเขาไม่มีการทำบุญ เราไปทอดกฐิน ผ้าป่า ถวายสังฆทาน เขาทำไม่เป็น แต่ทำไมเขาเป็นเศรษฐี ทำไมเขามีความเจริญทางด้านเทคโนโลยี ทำไมถึงเจริญด้วยอารยธรรมของเขา เพราะเขามีบุญวาสนา เขาตั้งใจทำ มีกิจกรรมในชีวิตของเขา จะยกตัวอย่าง วันนี้เขาค้าขายได้เป็นพันเป็นหมื่นด้วยสุจริตธรรม เขาก็เอาอันนั้นแหละอุทิศไป วันนี้เขาปลูกต้นไม้ได้มากมาย เขาก็เอาสิ่งนี้อุทิศไป ว่าได้สร้างความดีในวันนี้ ไม่ได้อยู่ว่างแต่ประการใดเขาก็ได้บุญ ไม่จำเป็นต้องเอาสตางค์มาถวายพระเหมือนเมืองไทย ถวายสังฆทานกันไม่พัก ถวายโน่นถวายนี่แต่ใจเป็นบาป อุทิศไม่ออก บอกไม่ได้อย่างนี้เป็นต้น จะไม่ได้อะไรเลยนะ … ”

“…ที่ผมแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศล ไปเข้าบ้านลูกสาวญวนที่กรุงปารีส ฝรั่งเศส ทำอย่างนี้นะ เวลาสวดมนต์ อิติปิโส… ยาเทวตา… ตั้งใจสวดด้วยภาษาบาลีเช่นนี้ ที่หยุดเงียบไปน่ะ ผมสำรวมจิตตั้งสติ แผ่เมตตา จิตสงบดีแล้วจึงอุทิศไป”

“… ที่ท่องจำโคลงให้ได้น่ะเพื่อให้คล่องปาก ว่าให้คล่องปาก แล้วก็จะคล่องใจ คล่องใจแล้วถึงจะเป็นสมาธิ เป็นสมาธิแล้วถึง จะอุทิศได้ ไม่อย่างนั้นไม่ได้นะ”

“เอาตำรามาดูกันก็ไม่ได้ผล แต่ดูตำราเพื่อให้ถูกวรรคตอน และให้คล่องปาก แล้วจะได้คล่องใจ เป็นสมาธิ ถึงจะมีกำลังส่งอุทิศ ไม่อย่างนั้นไม่มีกำลังส่งเลยนะ”

“การอุทิศส่วนกุศล นี่สำคัญนะ แต่ต้องแผ่เมตตาก่อน แผ่เมตตา ให้มีสติก่อน แผ่เมตตาให้มีความรู้ว่าเราบริสุทธิ์ ใจมีเมตตาไหม และอุทิศเลย มันคนละขั้นตอนกันนะ แผ่เมตตากับอุทิศมันต่างกัน ทำใจให้เป็นเมตตาบริสุทธิ์ก่อน ไม่อิจฉา ไม่ริษยา ไม่ผูกพยาบาทใครไว้ในใจ ทำให้แจ่มใส ทำใจให้สบาย คือเมตตา แล้วเราจะอุทิศให้ใครก็บอกกันไป มันจะมีพลังสูง สามารถจะอุทิศให้คุณพ่อคุณแม่ของเรากำลังป่วยไข้ ให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บได้ เช่น วีโก้ บรูน ชาวนอรเวย์ ที่เคยมาบวชที่วัดนี้ เป็นต้น”

“เรามาสวดมนต์ไหว้ พระกันว่า โยโสภะคะวา…. ใจเป็นบุญไหม สวากขาโต… สุปฏิปันโน… ใจเป็นบุญไหม ท่านจะฟุ้งซ่านไปทางไหน สำรวมอินทรีย์ หน้าที่คอยระวัง เอาของจริงไปใช้ อย่าเอาของปลอมมาใช้เลย …

ท่านทำประโยชน์อะไรในวันนี้ เอามาตีความ สำรวมตั้งสติไว้ก่อน ว่าขาดทุนหรือได้กำไรชีวิต และจะไปเรียงสถิติในจิตใจเรียกว่า เมตตา แปลว่าระลึกก่อน เมตตาแปลว่าปรารถนาดีกับตนเอง สงสาร ตัวเองที่ได้สร้างความดีหรือความชั่วเช่นนี้”

“หายใจยาว ๆ ตั้งกัลยาณจิตไว้ที่ลิ้นปี่ ไม่ใช่พูดส่งเดช จำนะ ที่ลิ้นปี่เป็นการแผ่เมตตา จะอุทิศก็ยกจากลิ้นปี่สู่หน้าผาก เรียกว่า อุณา โลมา ปจชายเต

นะอยู่หัว สามตัวอย่าละ นะอยู่ที่ไหน ตามเอามา แล้วก็อุทิศทันที จึงถึงตามที่ปรารถนา ไม่ว่าเป็นโยมพ่อ โยมแม่ จะให้น้องเรียนหนังสือ จะให้พี่เรียนหนังสือ หรือจะให้บุตรธิดาของตน จะได้ผลขึ้นมาทันที”

“ลูกว่านอนสอนยาก ลูกติดยาเสพติด ถ้าทำถูกวิธีแล้ว มันจะหันเหเร่มาทางดีได้ พ่อแม่กินเหล้าเมายา เล่นการพนัน ลูกจะไปสอนพ่อแม่ไม่ได้ มีทางเดียวคือ เจริญพระกรรมฐาน สำรวมจิตแผ่เมตตา อุทิศส่วนกุศล

นะอยู่หัว สามตัวอย่าละ นะอยู่ที่ไหนตามเอามาให้ได้ หมายความว่ากระไร ถ้าท่านทำกรรมฐาน ท่านจะทายออก นะตัวนี้สำคัญ
นะ มีทั้งเมตตามหานิยม
นะ แปลว่า การกระทำอกุศลให้เป็นกุศล
นะ แปลว่า ทำศัตรูให้เป็นมิตร สร้างชีวิตในธรรม

แล้วก็อุทิศส่วนกุศลไป”

“… อย่าทำด้วยอารมณ์ อย่าทำด้วยความผูกพยาบาท อาฆาตต่อกัน ละเวรละกรรมเสียบ้าง แล้วจิตจะโปร่งใส ใจก็จะสะอาด แล้วก็อุทิศไป

จิตมันไม่ติดไฟแดง จิตไม่เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา จิตมันทะลุฝาผนังได้ ท่านเข้าใจคำนี้หรือยัง จิตมันตรงที่หมาย จิตไม่มีตัวตน จิตคิดอ่านอารมณ์ มีจิตโปร่ง ท่านจะทำอะไรก็โล่งใจ สบายอกสบายใจ นะอยู่หัว สามตัวอย่าละ เอานะไปอุทิศให้ได้ ถ้าท่านมีครอบครัวแล้วโปรดตั้งปฏิญาณในใจว่า ให้บุตรธิดาของเรารวยสวยเก่ง เร่งเป็นดอกเตอร์ อย่างนี้ซิถึงจะถูกวิธีของผม”

“ท่านไปขุดน้ำกิน เสียบ้านเดียว ท่านจะได้อะไรหรือ ขุดบ่อน้ำสาธารณะกินได้ทุกบ้าน ใครมาก็กิน ใครมาก็ใช้ ท่านได้บุญมาก มีถนนส่วนบุคคล ท่านเดินได้เฉพาะบ้านเดียว ไม่สาธารณะแก่คนทั่วไป ท่านจะได้บุญน้อยมาก มีอานิสงส์น้อยมาก นี่เปรียบเทียบถวาย เรื่องจริงเป็นอย่างนั้น”

“…อย่าลืมนะ ที่ลิ้นปี่ หายใจยาว ๆ สำรวมเวลาสวดมนต์นั้นน่ะ ได้บุญแล้ว … แล้วสำรวมจิตส่งกระแสจิตที่หน้าผาก อุทิศส่วนกุศล เวลาแผ่เมตตาเอาไว้ที่ลิ้นปี่ สำรวมอินทรีย์ หน้าที่คอยระวัง นะอุ อุอะมะ อุอะมะ อะอะอุ นะอยู่ตรงไหน เอามาไว้ตรงไหน จับให้ ได้แล้วอุทิศไป”

“ผมทำมา ๔๐ กว่าปีแล้ว ทำได้ผล ขอถวายความรู้เป็นบุญเป็นกุศล ให้ท่านได้บุญอย่างประเสริฐไป จะได้อุทิศให้โยมเขา เขาเป็นโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าไม่เหลือวิสัยมันก็หายได้”

จากหนังสือกฎแห่งกรรมเล่ม ๙ เรื่อง วิธีแผ่เมตตาและอุทิศส่วนกุศล โดย พระธรรมสิงหบุราจารย์
http://www.jarun.org/v6/th/lrule09p0301.html

ที่มา http://www.veruwan.com

ที่ดินติดถนนราชบุรีสวยๆ

Posted By on January 21, 2013

ที่ดินติดถนนราชบุรีสวยๆ
ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน
พอดีบ้านผมต้องการขายที่ดินอะครับ ก็ไม่ได้รีบขายอะไรหรอกครับ เเต่เห็นว่าพอจะทำ blog เป็นก็เลยลองเอามาโพสดู เผื่อใครมีความสนใจ ก็ลองโทรติดต่อมาได้นะครับ เออ อันที่จริงเเล้วมันก็ไม่ใช่ที่ดินผมซะด้วย เเต่เป็นของเเม่ผม หนะครับ ผมว่าสวยนะครับ เพราะทำเลน่าสนใจมากๆ ครับ เเถม มันมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า หน้ากว้างติดถนนครับ
ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน

ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน
จากรูปข้างบนนะครับ จะเห็นลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมเลยนะครับ ยาวติดถนนเลยครับ ออกเเนวสี่เหลี่ยมผืนผ้า เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ 3 งานครับ อีก 7 ตารางวา ครับ ติดถนนเลยครับ
ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน

ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน
ตัวที่ดินอยู่ต่ำกว่าพื้นถนนประมาณ 1 เมตรได้ครับ เพราะ ตอนนี้ก็นำไปใช้ปลูกข้าวครับ อยู่ครับ เพราะข้างหลังติดคลองชลประทานครับมีน้ำสบายถ้าจะใช้น้ำในการปลูกข้าว
ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน

ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน
เจ้าของที่ดินเค้าชื่อ คุณ ทุเรียน มณเทียร นะครับ บ้านอยู่ราชบุรี  ครับ เค้าประกาศขายอยู่ที่ไร่ละ 1900000 บาทครับ ต่อรองกันได้ครับ เนื้อที่มี 5 ไร่ 3 งาน เช็คหมดเเล้วครับ ว่าสามารถทำโรงงานได้ครับ เพราะไปถามกรมที่ดินมาเเล้วครับ
ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน

ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน
สถานที่ตั้งของที่ดินตรงนี้นะครับ ติดถนน เพชรเกษม สายเก่า ทางไปเพชรบุรี ติดถนน 2 เลน ตรงข้าม เยื้องวัดหนองบัว ส่วนเบอร์ติดต่อเจ้าของที่ 032-338048 ทางที่ดีติดต่อผ่านมือถือเจ้าของที่ได้ครับที่เบอร์ 085-9695231
ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน

ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน ที่ดินราชบุรีติดถนน
สรุปรายละเอียดครับ

- พื้นที่ดิน :: 5:ไร่:3:งาน :0:ตารางวา: / ขนาดที่ดิน เป็น ตรว: 2300 :ตรว:
- ราคาที่ดิน :: ไร่ละ 1900000 : บาท สามารถต่อรองได้ครับ
- ที่ตั้ง :: ราชบุรี
- ติดต่อ :: ทุเรียน มณเทียร : 032-338048 (เจ้าของที่ดิน)เบอร์ 085-9695231

ที่ดินสวยๆทำเลดีโหงวเฮ้งใช้ได้

Posted By on January 19, 2013

ที่ดินสวยๆทำเลดีโหงวเฮ้งใช้ได้

วันนี้วันที่ 18 -1- 56
ที่ดินราชบุรีติดถนนสี่เหลี่ยมผืนผ้า

พอดีบ้านผมต้องการขายที่ดินอะครับ ก็ไม่ได้รีบขายอะไรหรอกครับ เเต่เห็นว่าพอจะทำ blog เป็นก็เลยลองเอามาโพสดู เผื่อใครมีความสนใจ ก็ลองโทรติดต่อมาได้นะครับ เออ อันที่จริงเเล้วมันก็ไม่ใช่ที่ดินผมซะด้วย เเต่เป็นของเเม่ผม หนะครับ ผมว่าสวยนะครับ เพราะทำเลน่าสนใจมากๆ ครับ เเถม มันมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า หน้ากว้างติดถนนครับ

จากรูปข้างบนนะครับ จะเห็นลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมเลยนะครับ ยาวติดถนนเลยครับ ออกเเนวสี่เหลี่ยมผืนผ้า เนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ 3 งานครับ อีก 7 ตารางวา ครับ ติดถนนเลยครับ

ตัวที่ดินอยู่ต่ำกว่าพื้นถนนประมาณ 1 เมตรได้ครับ เพราะ ตอนนี้ก็นำไปใช้ปลูกข้าวครับ อยู่ครับ เพราะข้างหลังติดคลองชลประทานครับมีน้ำสบายถ้าจะใช้น้ำในการปลูกข้าว

เจ้าของที่ดินเค้าชื่อ คุณ ทุเรียน มณเทียร นะครับ บ้านอยู่ราชบุรี  ครับ เค้าประกาศขายอยู่ที่ไร่ละ ล้านเก้าเเสน บาทครับ ต่อรองกันได้ครับ เนื้อที่มี 5 ไร่ 3 งาน เช็คหมดเเล้วครับ ว่าสามารถทำโรงงานได้ครับ เพราะไปถามกรมที่ดินมาเเล้วครับ

สถานที่ตั้งของที่ดินตรงนี้นะครับ ติดถนน เพชรเกษม สายเก่า ทางไปเพชรบุรี ติดถนน 2 เลน ตรงข้าม เยื้องวัดหนองบัว ส่วนเบอร์ติดต่อเจ้าของที่ 032-338048 ทางที่ดีติดต่อผ่านมือถือเจ้าของที่ได้ครับที่เบอร์ 085-9695231

สรุปรายละเอียดครับ

- พื้นที่ดิน :: 5:ไร่:3:งาน :0:ตารางวา: / ขนาดที่ดิน เป็น ตรว: 2300 :ตรว:
- ราคาที่ดิน :: ไร่ละ ล้านเก้าเเสนครับ  : บาท สามารถต่อรองได้ครับ
- ที่ตั้ง :: ราชบุรี
- ติดต่อ :: ทุเรียน มณเทียร : 032-338048 (เจ้าของที่ดิน)เบอร์ 085-9695231

คาถาโชคลาภ

Posted By on January 10, 2013

คาถาโชคลาภ

พระนาชาลีติ พระฉิมพลีจะมหาเถโร สุวรรณรัตนจินดามณีมามะ วัตถุวัตถามามะ โภชนะมามะ อาหารมามะ พลาพละมามะ มหาลาโภ มหาพรหมามามะ มหาอินทรมามะ มหาราชามามะ มหาราชเทวีมามะ มหาราชกุมาโรมามะ มหาราชกุมารีมามะ อัครมหาเสนาบดีมามะ มหาเศรษฐีมามะ มหาเศรษฐีนีมามะ

สัพเพชนา มหาชนา สัพพะสุขัง สวัสดิลาภัง มหาลาภัง ภวันตุเม
นะโมพุทธายะ นะมะ พะทะ จะ ภะ กะ สะ นะ อุ อุ นะ
เตชะสุเนนะ มะภูจะนาวิเวอิติ นะยะปะรังยุตเต
(ใช้ภาวนากับกระเป๋าสตางค์ จะทำให้ไม่ขัดสน)

คาถาโชคลาภ ๒
นะโมพุทธายะ สัพพะสิเนหา จะปูชิโต สัพพะโกรธาวินาสสันตุ
อะเสสะโต เมตตากรุณายัง ทะยะวิสา โสปิยามะนา โปเม สัพพะโลกัสสมิง
(ใช้ภาวนาเพื่อให้เกิดโชคลาภ อาจจะใช้เสกกับน้ำแล้วใช้ล้างหน้าก็ได้)

 

คาถาโชคลาภ ๓
โพธิ มะหิสะกะ อิถิพุนะ อิถิสัตโต อิถีวาโย
เอหิ มะ มะ นะกาโร โหติ สัมภะโว
(เป็นอีกคาถาหนึ่งที่ใช้สวดภาวนาเพื่อให้เกิดโชคลาภแบบฟลุ้คๆขึ้นมาได้ เอามาเสกกับน้ำแล้วแตะหน้าผาก)

 

การสวดมนต์ไหว้พระขอพร

Posted By on January 5, 2013

การสวดมนต์ไหว้พระขอพร

คุณอุไรวรรณ บ้านใหม่ อาชีพเป็นพยาบาล อยู่ที่โรงพยาบาลนครนายก มาวัดพระธรรมกาย ตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๕๓๙ เล่าว่า เมื่อสิ้นเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๔๑ ได้อ่านจากหนังสือพิมพ์ พบข่าวของวัดพระธรรมกายว่า จะปิดรับการทำบุญสร้างองค์พระธรรมกายประจำตัวประดิษฐานภายนอกมหาธรรมกายเจดีย์ ในวันที่ ๑๐ ตุลาคม รู้สึกอยากทำบุญสร้างองค์พระให้แม่ที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่สถานภาพการเงินในขณะนั้นขัดข้องมาก

เมื่อมองหาทางออกไม่พบ จึงตัดสินใจสวดมนต์ไหว้พระ ทำสมาธิ อธิษฐานจิตนึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพระมหาสิริราชธาตุที่เห็นในหน้าหนังสือพิมพ์ และขอพรหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ที่ตั้งรูปบูชาอยู่ที่บ้าน อธิษฐานจิตติดต่อกันอยู่ ๓ วัน ก็มีคนมาขอซื้อรถที่จอดอยู่ในบ้าน จึงได้ขายไปราคา ๒ แสนบาท โดยวางมัดจำครั้งแรก ๖ หมื่นบาท ทำให้ได้เงินมาทำบุญสร้างองค์พระได้สมใจปรารถนา

เวลาผ่านไปอีกไม่กี่วัน ลูกหนี้ซึ่งยืมเงินไปเป็นเวลานานมาก จนคิดว่าคงไม่ได้คืนแล้ว ได้นำเงินมาใช้หนี้ และต่อมาได้พาพี่สาว ๒ คนมาทำบุญสร้างพระธรรมกายประจำตัวด้วย

พี่สาวคนโตซึ่งได้ทำบุญสร้างองค์พระแล้ว ไหว้พระสวดมนต์ สวดบทสรรเสริญพระมหาสิริราชธาตุและนั่งสมาธิภาวนาเป็นประจำ เวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน มีคนที่นับถือกัน ที่พี่สาวเรียกว่าแม่ ยินดีมอบสมบัติให้เป็นเงิน ๒ แสนบาท และบอกว่าอยากจะให้มากจนกระทั่งนอนไม่หลับ

 

คุณอุไรวรรณได้ชวนเพื่อนร่วมงานมาทำบุญสร้างองค์พระ แต่เพื่อนยังไม่มีเงิน คุณอุไรวรรณจึงแนะนำให้เพื่อนสวดมนต์ไหว้พระ อธิษฐานจิตขอพรพระมหาสิริราชธาตุ และหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ก็ได้รับผลสำเร็จอย่างเป็นอัศจรรย์ มีงานเข้ามามาก ทำให้ได้เงินมาทำบุญ และแม่ของเพื่อนคนนี้ป่วยมีก้อนเนื้ออยู่ในมดลูก หมอนัดวันผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อสวดมนต์ ทำสมาธิขอพรพระมหาสิริราชธาตุ ในทำนองเดียวกัน ปรากฏว่า เมื่อไปตรวจใหม่ ผลปรากฏว่า ก้อนเนื้อยุบไปกว่าเดิมมาก จนหมอให้เลื่อนการผ่าตัดออกไป

เรื่องดีๆ เหล่านี้ทำให้คุณอุไรวรรณเชื่อมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของพระมหาสิริราชธาตุ และหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญมาก และได้กล่าวว่า

“ขอชวนผู้ที่ยังไม่ได้ทำบุญสร้างพระธรรมกายประจำตัว ให้มาทำบุญกันเถิดค่ะ เพื่อให้เป็นอนุสรณ์ของชีวิตตนเอง ของครอบครัว และเพื่อสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา ตัวดิฉันได้พบเห็นอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์แล้ว และยังได้เห็นความอัศจรรย์ตะวันแก้วกับตาตนเองถึง ๒ หน เกิดมาจนแก่ปานนี้ ไม่เคยพบเคยเห็น พอได้เห็นแล้ว รู้สึกว่า ถึงตายไปก็ไม่เสียดายชีวิตเลย สิ่งที่เห็นนั้นมั่นใจมากว่า ไม่ใช่ภาพลวงตา แต่เป็นความอัศจรรย์ในความศักดิ์สิทธิ์จริงๆ เชื่อมั่นเกินล้านเปอร์เซ็นต์”

การสวดมนต์ไหว้พระ หรือการสวดสรรเสริญพระมหาสิริราชธาตุที่กระทำกันอยู่นั้น ความจริงก็คือการทำอปจายนกุศล ความอ่อนน้อมถ่อมตนในพระรัตนตรัย พระมหาสิริราชธาตุเป็นตัวแทนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญนั้นเป็นตัวแทนของพระภิกษุสงฆ์

ความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นบุญชนิดหนึ่ง ในบุญกิิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ
การทำสมาธิ เป็นการเจริญภาวนา ก็เป็นบุญอีกประการหนึ่ง

บุญจากการสวดมนต์ และการเจริญสมาธิภาวนา รวมกันเป็นพลังทำความสำเร็จให้ผู้กระทำ ซึ่งไม่ใช่เกิดขึ้นทันทีกับทุกคนเพราะถ้าหากใครมีอกุศลกรรมเก่าตามส่งผลกั้นขวางอยู่ บุญก็ส่งผลได้ไม่เต็มที่ หรือถ้าหากผู้นั้นประกอบอาชีพประจำวันไม่บริสุทธิ์ ผิดศีลข้อนั้นข้อนี้เป็นประจำ เป็นอาจิณกรรม กระแสบาปก็มาขวางกั้นการส่งผลของบุญไปโดยปริยาย

ทางที่ดีที่สุด การทำบุญกุศลทุกครั้งควรที่จะตั้งเจตนาให้ถูกทาง คือทำเพื่อให้ได้บุญเป็นเครื่องชำระสิ่งไม่ดีออกจากสันดานตนเอง เช่น การทำบุญด้วยการบริจาคทรัพย์นั้น เพื่อกำจัดความตระหนี่ในใจตนเองให้ลดน้อยลงไป เป็นต้น
ถ้าบริจาคทำทานไป แล้วปรารถนาสิ่งตอบแทนอย่างโน้นอย่างนี้ เมื่อไม่เกิดผลตามต้องการก็จะทำให้ใจเศร้าหมอง

สิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นแก่ตนเองหลังจากการทำบุญ เป็นเพียงผลพลอยได้ ไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่แท้จริง ผลจริงๆ ก็คือ การพัฒนาจิตใจให้มีคุณธรรมสูงขึ้นเป็นสำคัญ

http://www.kalyanamitra.org/anuphap/12/98.htm

การสวดมนต์ก่อนนอนให้ได้บุญมาก

Posted By on January 3, 2013

การสวดมนต์ก่อนนอนให้ได้บุญมาก

ส่วนตัวผมว่าจะสวดยังไงก็ได้นะครับ ขอให้มีสมาธิจิตใจสบายๆ เเค่นี้ก็น่าจะดีเเล้วครับ

อันนี้ไปเจอบทความน่าสนใจมาครับลองอ่านดูนะครับพี่น้อง

ที่มา http://www.banloktip.com/webboard/index.php?topic=179.0

ผมขอเว้นวรรคเรื่องของสัมภเวสี “มะ” ไว้ก่อนเพราะมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องการสวดมนต์ที่ถูกต้องและคำถามนี้เป็นคำถามที่ผมถนัด เพราะผมศึกษาพร้อมปฏิบัติด้วยศรัทธาอย่างแน่วแน่จึงได้รับพุทธคุณเป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่งครับ มีหลายคนที่ตั้งคำถามนี้กับผมและผมก็ขอยืนยันอย่างเต็มอกเลยว่า การสวดมนต์ที่ถูกต้อง จะส่งผลในทันทีที่ท่านกำลังสวดเสร็จ ไม่ต้องรอผลในวันอื่นเลย ผลเขาเกิดขึ้นเลยครับ


เมื่อก่อนผมสวดมนต์ไม่เป็นครับ กรวดน้ำก็ไม่เป็น ต่อเมื่อสัมภเวสี “มะ” ได้มีส่วนชี้นำให้ผมได้ศึกษาคำสอนของ อาจารย์ดร.แม่ชีทศพร ผมจึงไม่รีรอ ผมมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่และเริ่มศึกษาคำสอนของอาจารย์แม่ชีใหญ่และในที่สุด ผลจากความเพียรพยายามสวดอย่างถูกวิธี อธิฐานอย่างถูกหลักทำให้ผมพบแต่คนดี ไม่ถูกเบียดเบียน สิ่งที่จะได้ก็ต้องได้ไม่หลุดหายไป หนี้สินหดหายอย่างไม่น่าเชื่อ และได้ลาภก้อนใหญ่หลายครั้ง ซึ่งกล่าวได้ว่า ผมเริ่มสวดเพียง 6 เดือนชีวิตผมได้เปลี่ยนจากที่ตกต่ำกลายเป็นคนมีทรัพย์ขึ้นมา ผมจึงขอยืนยันเท่าอาจารย์ผมล้านเปอร์เซนต์ครับ เพียงใช้เวลาวันละ 10 นาที ชีวิตเปลี่ยนจริง ๆ สมดังที่หนังสือของท่านอาจารย์ดร.แม่ชีทศพรได้กล่าวไว้ครับ
อย่างแรก “ต้องสมาทานศีลห้าทุกวัน เวลาไหนก็ได้ แต่ผมจะทำก่อนนอนเพราะศีลจะครอบคลุมเราเป็นเกราะให้เราตลอดทั้งวันทั้งคืนที่เราไม่ได้ไปเบียดเบียนใคร ถึงศีลขาดไปหนึ่งข้อแต่อีกสี่ข้อก็ยังค้ำจุนให้เรามีศีลอยู่ และพุทธคุณของศีลนี้จะส่งผลให้เราเจอแต่สิ่งดีงามตลอดทั้งวัน ไอ้ที่จะมาร้ายก็กลายเป็นเบาหรือจางหายไป เพียงแต่ “เรารู้ตัวกันรึเปล่า” ว่าพุทธคุณสำแดงแล้ว
หลักการสวดมนต์ เราต้องสมาทานศีลห้าก่อนสวดบทอื่นใดในโลกนี้เพราะการสมาทานศีลห้าจะเป็นการกรองเสียงให้เป็นทิพย์ก่อนแล้วเราจึงสวดบทอื่นได้หมดทุกบท เหมือนการจะออกไปติดต่อการงานกับใคร ถ้าเราอาบน้ำแต่งตัวให้สะอาดสวยงาม เราจะได้รับการต้อนรับที่ดีเพราะเขาเห็นเรามีสง่าราศี ไม่ใช่มอมแมมเข้าไปใครเขาก็หนีครับ
หลักการอีกอย่างคือการสวดด้วยเสียงที่ดังมีพลัง การสวดมนต์ไม่ใช่การภาวนา เราจึงต้องเปล่งเสียงให้ดัง ฟังชัด ให้เทวดา นางไม้ เจ้าที่ ฯลฯ ได้ยินและมาร่วมโมทนาบุญกับเรา เราต้องมั่นใจในพลังที่ออกจากน้ำเสียงของเรา เสียงที่เปล่งไปนั้นสามารถดังไปทั่วสวรรค์ครับ คำว่าดังมันเหลื่อมกันนิดนึงนะ ความดังของเสียงผมเกิดจากความศรัทธา มิได้เกิดจากเสียงผมดังเป็นนกแก้วนกขุนทอง กราบไหว้พระก็ต้องเบญจางคประดิษฐ์ให้สวยงามนิ้วโป้งแตะหว่างคิ้ว พอก้มหน้าผากให้แตะถึงพื้นไม่ใช่ทิ่มหัวลงไปเป็นคนไม่มีศรัทธา อย่างนี้บุญที่ได้จะไม่ละเอียดเท่าคนที่เขาทำอย่างประณีตครับ (ทำทั้งทีอย่ามองข้ามครับ คนเราต้องฝึกแต่เรื่องละเอียดอย่าหวังทำแต่สิ่งใหญ่ ๆ แต่มันหยาบครับ)

บทสมาทานศีลห้า ของอาจารย์แม่ชีใหญ่

คำบูชาพระ
อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ (สวดคนเดียวลงด้วย “มิ” แต่สวดหลายคนเปลี่ยนเป็น “มะ”)
อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อะภิปูชะยามิ
อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อะภิปูชะยามิ

คำนมัสการพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา
พุทธังภะคะวันตัง อภิวาเทมิ (กราบ…ต้องกราบให้ประณีตศรีษะติดพื้นนะครับไม่ใช่รีบก้มรีบเงย)
สะวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม
ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สังฆัง นะมามิ (กราบ)

คำอาราธนาศีล 5
มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ
ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ
ทุติยัมปิ มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ
ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ
ตะติยัมปิ มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ
ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ

คำนมัสการพระพุทธเจ้า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)

ไตรสรณคมณ์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ศีล 5
ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฎฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(หากใครจะสวดเพิ่มศีลข้ออื่นย่อมดีไม่มีปัญหาครับ)

คำขอขมาพระรัตนตรัย
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเตฯ

หากข้าพระพุทธเจ้า ได้เคยประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกินต่อพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้า ทุกๆ พระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ในชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ด้วยเจตนาก็ดี ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ขอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย และผู้มีพระคุณทุกท่านได้โปรดงดเว้นโทษให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ

คำแผ่เมตตาให้แก่ตนเอง (การที่เราจะแผ่เมตตาให้ใคร ให้จดจำเสมอว่า เราต้องให้เราก่อน เมื่อเรามีบุญเราจึงให้คนอื่นได้ครับ)
อะหัง สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุข
อะหัง นิททุกโข โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากทุกข์
อะหัง อเวโร โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากเวร
อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากความลำบาก
อะหัง อะนีโฆ โหมิ ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากอุปสรรค
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ จงรักษาตนให้มีความสุขตลอดกาลนานเทอญ

คำแผ่เมตตาให้แก่ผู้อื่น (พอขึ้นสัพเพ สัตตา วิญญาณของสัตว์ที่เรากินไปในแต่ละวันก็จะไปเกิดในทันทีไม่เกาะตามเนื้อตัวเราแล้วครับ)
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิดอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ (บทนี้ขอให้ปัญญาทางธรรมจงเกิดกับเรา ขาดไม่ได้เช่นกันครับ)
อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ
อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ

เสร็จแล้วจึงขอพระกรรมมัฏฐานแล้วนั่งสมาธิสั้น ๆ อย่านั่งนานหากไม่แน่จริง เพราะว่าในช่วงทำวิปัสสนาสมาธินั้น ห้าม ห้าม ห้ามอย่างเด็ดขาดที่จะส่งจิตไหลออกนอก ไปคิดถึงศัตรู ไปคิดถึงลูกถึงสามี คิดถึงงาน ตรงนี้ส่งผลเสียมากครับ สรุปสั้น ๆ ให้เข้าใจก่อนว่า พระพุทธเจ้าไม่สอนให้เรานั่งแล้วคิด เราต้องทำเพียงให้รู้กายใจ โดยการตามดูสภาวะธรรม ความจริงตามธรรมชาติที่เกิดขึ้น เช่น ท้องมันพอง เราก็ตามรู้ว่าพอง ท้องมันยุบเราก็ตามรู้ว่ามันยุบ เมื่อปวดข้อ ปวดขาก็ให้ตามรู้ว่าหนอ อย่าขยับตัวเด็ดขาด ดังนั้น ให้นั่งเพียงระยะสั้น ๆ ในช่วงแรกก่อน แต่ถ้าจิตมันไหลออก ให้กลั้นหายใจเลย จิตมันหายไม่ออกมันกลับมาเอง คำทุกคำที่ผมอธิบายตรงนี้ ถึงจะสั้น แต่ให้จับใจความให้เข้าใจ อย่าอ่านข้ามครับ ทุกคำมีความหมายและต้องเข้มงวด คือถ้าปฏิบัติผิดเช่นส่งจิตออกนอก มันส่งผลให้เกิดทุกข์ตามมาหลังจากถอนสมาธิครับ เอาหละตรงนี้ผมขอให้ท่านขึ้นกองกรรมมัฏฐานของหลวงพ่อโอภาสีต่อเลยครับ

คำสมาทานขอพระกรรมฐาน (สวดบทนี้ต่อเลยหลังจากสมาทานศีลแล้วจึงนั่งสมาธิ)

ข้าพเจ้าขอกราบไว้พระพุทโธ พระธรรมโม พระสังโฆ เป็นที่พึ่งที่ระลึกของข้าพเจ้า (3 จบ กราบให้ประณีต ศรีษะแตะพื้นครับ )

บูชาพระ
อุกาสะ อุกาสะ ดอกไม้ธูปเทียนชวาลา รูปนามและชีวิต พร้อมไปด้วยความปฏิบัติ ทั้งภายในและภายนอก
ขอบูชาแก่ พระโพธิญาณ พระพุทธัง พระธรรมมัง พระสังฆัง ขอให้พระแม่ธรณีจงมาเป็นทิพยญาณ ให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิดน่ะพระเจ้าข้า นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ (กรณีที่ท่านไม่มีดอกไม้ธูปเทียนก็ให้ท่านตัดคำว่า “ดอกไม้ธูปเทียนชวาลา”ออกไปครับ)

อาราธนาพระ
อุกาสะ อุกาสะ ข้าพเจ้าจะขออุปจาระวิถี พระอัปปนาระวิถี พระสมาธิโลกุตระ พระธรรมเจ้า
ข้าพเจ้าจะขอเข้าในห้องพระขุทกาปิติเจ้า พระขณิกาปิติเจ้า พระโอกันติกาปิติเจ้า พระอุเพ็งคาปิติเจ้า พระผรณาปิติเจ้า อันบังเกิดแก่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกกะโพธิเจ้า พระอรหันตาเจ้า ที่ล่วงเข้าสู่นิพพานไปแล้วมากกว่าเม็ดทรายในท้องมหาสมุทร ทั้ง 4 ตันติประเพณีอันบังเกิดแก่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกกะโพธิเจ้า พระอรหันตาเจ้าทั้งหลายมีฉันท์ใดๆก็ดี ขอพระธรรมเจ้า จงมาบังเกิดให้กว้างขวาง ในขันธ์ทั้ง 5 แห่งข้าพเจ้าในกาลบัดเดี่ยวนี้เถิด นิพพานะ ปัจจะโยโหตุ
พระพุทธคุณนัง ข้าพเจ้า จะขอถวายชีวิตตัง ยาวะนิพพานัง สะระณังคัจฉามิ
พระธรรมคุณนัง ข้าพเจ้า จะขอถวายชีวิตตัง ยาวะนิพพานัง สะระณังคัจฉามิ
พระสังคุณนัง ข้าพเจ้า จะขอถวายชีวิตตัง ยาวะนิพพานัง สะระณังคัจฉามิ

วิรัติศีล
อุกาสะ อุกาสะ ข้าพเจ้า จะขอถือสัตย์รับศีลแก่พระโพธิญาณ จะขอรับเอาพระสมาธิมาเป็นธงชัย จะระลึกถึงพระพายมาเป็นอารมณ์ กายอย่างหนึ่ง วาจาอย่างหนึ่ง มะโนอย่างหนึ่ง จะไม่ให้เป็นกรรมแก่สัตว์และมนุษย์ทั้งหลายด้วย ข้าพเจ้าจะไม่นิยมไปด้วยมูตรและคูตสัมผัสถูกต้องรูปเสียงกลิ่นรส โภชนาอาหารน้ำฉัน และน้ำชาพระให้พิจารณาเป็นของปฏิกูลเปื่อยเน่า ไปทั้งสิ้น เครื่องไม่จีรังนี้ เป็นของพญามัจจุราช ที่ได้หล่อหลอมรูปมาตั้งแต่เอนกชาติ รูปนี้แตกดับไป จะขอวางซากอสุภะนี้ไว้เหนือพื้นปฐพี ส่วนนามธรรมของพระนี้ ขอให้แม่พระธรณี จงมาช่วยแบกหาม อุดหนุนค้ำจุน ข้ามส่งองค์พระพาย จะเสด็จเข้าไปในโลกใหญ่ ขอให้เป็นสุขในห้องพระนิพพาน นิพพานะ ปัจจะโยโหตุ

เสี่ยงพระบารมี
อุกาสะ อุกาสะ ข้าพเจ้าจะขอเสี่ยงนะพระบารมี ขอให้แม่พระธรณี นำเอาบารมี 30 ทัศน์ ของข้าพเจ้า ข้ามส่งให้ถึงหนทางพระนิพพาน ที่ทำการของพระในครั้งนี้ นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ
พอท่านขึ้นกองกรรมมัฏฐานเสร็จแล้วให้นั่งสมาธิต่อเลย เมื่อถอนสมาธิแล้วให้ท่านกรวดน้ำโดย”ไม่ใช้น้ำจริง” ดังนี้ครับ

บทกรวดน้ำ (ไม่ต้องใช้น้ำ)

“พระจัตตุโลก พระยมกทั้งสี่ ขอส่งน้ำอุทิศนี้ เข้าไปในลังกาทวีป ในห้องพระสมาธิ เป็นที่ประชุมการใหญ่ ของแม่พระธรณี ขอให้แม่พระธรณี จงมาเป็นทิพย์ญาณ เป็นผู้ว่าการในโลกอุดร ขอให้แม่พระธรณีจงนำเอากุศลผลบุญของข้าพเจ้า ที่ได้กระทำในวันนี้ นำส่งให้แก่ข้าพเจ้า ในกาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ
พุทธังอนันตัง ธัมมังจักรวาลัง สังฆังนิพพานัง ข้าพเจ้าขอแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ให้แก่สรรพสัตว์ที่มี ดิน น้ำ ลม ไฟ และขอถวายเป็นปฏิบัติบูชา แด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอริยเจ้า พระอริยสงฆ์ และพระปัจเจกโพธิเจ้า พระอรหันตเจ้า
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ บิดา มารดา ตระกูลพ่อ ตระกูลแม่ ตระกูลพี่ กระกูลน้อง ตระกูลปู่ ตระกูลย่า ตระกูลตา ตระกูลยาย ญาติพี่น้องทั้งหลาย เพื่อนสนิทมิตรสหายทั้งหลาย จงนำและได้รับส่วนบุญส่วนกุศลที่ข้าพเจ้าได้พึงกระทำในครั้งนี้ ขอให้บุคคลที่ข้าพเจ้าเคยล่วงเกินด้วยกายก็ดี วาจาก็ดี ใจก็ดี ที่ตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี ทั้งในภพนี้และในภพที่เคยผ่านมา จงได้รับส่วนบุญส่วนกุศลที่ข้าพเจ้าได้พึงกระทำ เมื่อได้รับอานิสงส์แล้ว จงปลดปล่อยกรรม ปลดปล่อยกรรม ปลดปล่อยกรรม ด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ให้แก่ข้าพเจ้าพร้อมทั้งครอบครัวข้าพเจ้า ทั้งตระกูลปู่ ตระกูลย่า ตระกูลตา ตระกูลยาย ตระกูลพี่ ตระกูลน้อง
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้พระราชาพระมหากษัตริย์ เศรษฐี มหาเศรษฐี ที่สืบสานพระศาสนาตั้งแต่พุทธกาลจนถึงปัจจุบัน มีพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าอโศกมหาราช พระราชามหากษัตริย์ไทย มีสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และวีรกษัตริย์ทุกๆ พระองค์ อันได้แก่ สมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา ฯลฯ
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ จตุสดมภ์ทั้ง 4 ขุนเวียง ขุนวัง ขุนคลัง ขุนนา ท่านแม่ทัพนายกอง หัวหมู่ ขุนพล ทหารหาญทั้งหลาย ข้าทาสบริวาร ครูหมัด ครูมวย ครูหอก ครูดาบ ครูศาสตราวุธ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ทุกกรมกอง
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ พระแม่ธรณี แม่พระคงคามหาสมุทร แม่พระโพสพ แม่พระเพลิง แม่พระพาย เจ้าทะเล เจ้าบาดาล เจ้าพิภพ
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ สุริยจักรวาล มีพระอาทิตย์ พระจันทร์
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ สัตตะโลหะ นวโลหะ รัตนชาติ แร่ธาตุทั้งหลาย ช้างศึก ม้าศึก ช้างเสบียง ม้าเสบียงทั้งหลาย วัว ควายทั้งหลาย หมูเห็ด เป็ดไก่ กุ้ง หอย ปู ปลา ทั้งสัตว์น้ำจืด น้ำเค็ม และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำทั้งหลาย สัตว์ปีกทั้งหลาย สัตว์ปีนป่ายทั้งหลาย สัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย สัตว์ในไข่ทั้งหลาย สัตว์ในครรภ์ทั้งหลาย ที่ข้าพเจ้าเข่นฆ่าก็ดี บริโภคก็ดี อยู่ในเนื้อ อยู่ในหนัง อยู่ในกระดูก อยู่ในตับ ไต ไส้พุง อยู่ในทั้งหมดอาการ 32 ของตัวข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ สัมมาอาชีพและปัจจัยสี่ของข้าพเจ้าที่ได้มีกินมีใช้ ขอให้สัมมาอาชีพจจงได้รับอานิสงส์ผลบุญนี้
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้พยัญชนะ ตัวอักษรทุกภาษาในโลกนี้ เครื่องมือสื่อสารทุกชนิด จงมีส่วนในบุญของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ ทรัพย์ของแผ่นดิน ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ดวงจิตดวงวิญญาณ ทั้งหลายที่เคยจะเกิดมาเป็นลูกเป็นหลานแล้วไม่เกิด จงได้รับในบุญกุศล และจงเว้นจากการจองเวร
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ ดวงจิตของข้าพเจ้าที่เคยตกหล่นเป็นกรรมอยู่ในนรกภูมิที่อยู่ทุก ๆ ขุมนรกจงหลุดพ้นจากอุปกรรม วิบากกรรม เคราะห์กรรม ด้วยกุศลในครั้งนี้
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ เชื้อโรคเชื้อรา เชื้อร้าย เชื้อมะเร็งทั้งหลาย เชื้อไวรัสทั้งหลาย เชื้อโรคทั้งหลาย จงมีส่วนได้รับในบุญกุศลนี้ และโรคร้ายทั้งหลายขออย่าพึงมี อย่าได้เกิดกับลูกหลานข้าพเจ้า จงหยุดที่ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ ตั้งแต่นรกภูมิ อบายภูมิ สัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย เปรตทั้งหลาย อสูรกายทั้งหลาย ทั้ง 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน นรกทุกชั้น นรกทุกขุม ทุกภูมิ สัมภเวสีทั้งหลาย ทั้งที่เป็นญาติ และไม่ใช่ญาติ ที่อยู่ใกล้และอยู่ไกล ที่รู้จักก็ดี ที่ไม่รู้จักก็ดี ที่เอ่ยถึงก็ดี ไม่เอ่ยถึงก็ดี ที่ล่วงลับดับขันธ์ไปแล้ว ทั้งที่มีกาย และไม่มีกายทั้งที่มีธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ และไม่มีธาตุ จงรับเอาส่วนกุสลที่ได้กระทำในครั้งนี้
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ พระอินทร์ พระพรหม พระยายม พระยายักษ์ พระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระกาฬชัยศรี เจ้าพ่อเจตคุป เจ้าพ่อหอกลอง ท้าวกุเวรมหาราช ท้าวทศรถ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรุฬปักษ์
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ พญาครุฑ พญานาค พญาอนันตนาคราช พญางู พญาเงือก พญาหนุมาน พญาเสือ พญาสิงห์ พญาเต่า พญาจระเข้ พญาปลาไหล พญาตะขาบ พญาแมงป่อง ปู่ฤาษีทั้ง 108 พระองค์ ปู่อินตา ครูยา หมอยา เจ้าป่า เจ้าเขา เจ้าทุ่ง เจ้าท่า เจ้าที่ที่บ้าน เจ้าที่ที่ทำงาน รุกขเทวดา นางไม้ทั้งหลาย
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ ธนบัตร ทุกสกุลเงินตรา ของโลกนี้ที่เป็นทรัพย์ภายนอก จงได้รับในกุศลผลบุญของข้าพเจ้า
กรรมใดก็ดีที่ข้าพเจ้าเคยมีกรรมต่อทรัพย์ของแผ่นดิน คนของแผ่นดิน ทำผิดเป็นถูก ทำถูกเป็นผิด และกรรมใดที่ข้าพเจ้าเคยสร้างกรรมกับผู้ใดไว้ ไม่ว่าอดีตชาติหรือปัจจุบันชาติไม่ว่ามนุษย์และสัตว์ ข้าพเจ้าขอให้ท่านทั้งหลายที่ข้าพเจ้าเคยสร้างเวรสร้างกรรมต่อท่าน จงได้รับอานิสงส์ผลบุญของข้าพเจ้า เมื่อได้รับผลบุญของข้าพเจ้าแล้ว จงปลดปล่อยกรรม ปลดเปลื้องกรรม งดเว้นการจองเวรและขอดวงจิตที่เกิดในภพนี้ ชาตินี้ได้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ด้วยกุศลในคราวครั้งนี้ด้วยเทอญ นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ”

ถามว่าท่านเคยกรวดน้ำแห้งด้วยคำเหล่านี้รึเปล่าครับ ถ้าไม่ ให้ท่านอธิฐานตามด้านบน ท่านจะพบว่าท่านมีอาการแปลก ๆ เช่นขนลุก ขนพอง อาการอิ่มเอิบในบุญ หลายคนมีดวงจิตละเอียดต่างกัน แล้วแต่ว่าจะออกมาในรูปไหนครับ

ทุกวันอาทิตย์ เวลา 9 โมงเช้า ที่วัดพิชัยญาติ แม่ชีใหญ่ท่านจะถวายมหาสังฆทาน และกรวดน้ำบทรวมใหญ่ ทุกคนในวัดเขาจะหยุดทำกิจกรรมและฟังเสียงตามสายและกรวดน้ำตามแม่ชีใหญ่ ผมขอเชิญท่านไปทีวัดพิชยญาติท่านจะสัมผัสได้ถึงอาการปีติที่เกิดเพราะที่วัดนี้เขาศักดิ์สิทธิ์มากก็ต้องลองมาหละครับถึงจะทราบ

ในส่วนตัวผมเป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเองสูงทีเดียว การจะให้ผมเชื่อในสิ่งใดนั้นเป็นเรื่องยากและต้องพิสูจน์ ต่อเมื่อวันหนึ่งที่ผมได้พิสูจน์ว่าสัมภเวสี “มะ” มีตัวตนจริงผมจึงเริ่มหันหน้าเข้าหาพระธรรม โดยมีอาจารย์แม่ชีใหญ่ เมตตาต่อผมเป็นพิเศษ และผมเชื่อว่ามีคนไม่มากเท่าไหร่ที่ท่านส่งคลิ๊ปมาให้เป็นการส่วนตัว ดึกดื่นเที่ยงคืนกว่าแล้วท่านก็ยังมีเมตตาอ่านกรรมให้ผม แต่จะทราบหรือไม่ ผมไม่เคยเจอองค์จริงของท่านเลย เว้นเสียแต่ “มะ” ที่ไปกราบท่านหลังจากที่ท่านแผ่เมตตามาไกลจากวัดพิชยญาติฯ
ผมขอแนะนำบทสวดและเทคนิคการสวดนะครับ ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าสวดแล้วเป็นอย่างไร แต่มีอยู่คืนหนึ่งผมสวดมนต์เสร็จ สัมภเวสี “มะ” ก็มาหาแล้วพูดว่า “ทำไมจิตไม่นิ่ง ต้องนิ่งกว่านี้ ถ้าไม่นิ่งให้อ่านเอาจะดีกว่า เพราะจิตจะไปจับอยู่ที่ตัวอักขระ และบทยากที่สวดติดตะกุกตะกักก็ให้เปลี่ยนไปสวดบทง่าย ๆ เช่น อิติปิโสฯ นี้ดีมาก อย่าเพิ่งสวดบทยาก ต้องตั้งสมาธิให้แน่วแน่” นี่คือคำสอนของวิญญาณที่เขารู้จากสภาพในโลกของเขา ใครสวดมนต์จะมีเสน่ห์ มีแสงในที่มืด คือโลกวิญญาณมันมืดครับ แต่ตัวเราจะมีแสง วิญญาณจะเห็นและปารถนาจะโมทนาบุญด้วย ยิ่งเราเชิญเทวดา นางไม้ เจ้าที่ ฯลฯ มาด้วยแล้วผมบอกได้เลยครับ ระหว่างสวด ที่ห้องนอนผม เตียงจะดังอยู่ด้านหลังอ็อดแอ็ด ๆ เพราะสารพัดบรรดาเทพเทวดาที่ผมเชิญมา ท่านมาโมทนากันตรึม สิ่งนี้แหละครับร้านข้าวมันไก่ที่ผมทำอยู่ได้รับการอุดหนุนจนไม่มีแรงจะทำ เพราะลูกค้าจะมาจอดรถรอกันซื้อกันแต่ของไม่พอขายในแต่ละวัน ถ้าบอกไปใครอยู่บางเสร่น่าจะรู้จักดี เทวดา เจ้าที่ท่านช่วยค้ำจุนอยู่ แต่สิ่งที่ท่านผู้อ่านต้องทำคือการสร้างบุญกุศลในทุกขณะจิตถ้าเป็นไปได้ และนี่แหละคือผลจากการสมาทานศีลห้า รวมถึงการเบิกบุญมาใช้และการใช้คำพูดขอพรให้เป็น ให้ถูกต้อง แล้วคอยอ่านต่อไปครับ (หรือจะตั้งคำถามได้เลยครับ ผมจะตอบให้ได้ชัดที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ)
10 พ.ค. 2555 แก้ไข เพิ่มเติมข้อมูล >> เมื่อสวดเสร็จแล้วให้กล่าวอุทิศบุญหรือขอพร สำหรับการอุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวร ผมขอกำชับว่า ผู้สวดต้องพูดคำว่า “ขอให้อานิสงค์จากการเจริญภาวนาในครั้งนี้ส่งผลเป็นอโหสิกรรม” มิเช่นนั้นเขารับบุญอย่างเดียวแล้วไม่เลิกจองเวรเราเล่นมัดมือชกซะเลย คราวนี้หนี้กรรมท่านจะได้เบาบางลง ส่วนกรรมตัวไหนจะวิ่งใส่ท่าน ๆ จะมีเกราะแล้วหละครับ แต่สำหรับคนที่ไปกรวดน้ำกับพระ อันนี้ต่างกันถึงเราไม่กล่าวขออโหสิกรรมแต่เราอานิสงส์จะส่งเอง ต่างกันนิดนึงนะครับ แต่ผมว่า กล่าวไว้ทุกครั้งดีกว่า
11 พ.ค. 2555 แก้ไข เพิ่มเติมข้อมูล >> สำหรับอาการในขณะสวดนะครับ โปรดสังเกตุว่า ท่านจะหาว ลมตีขึ้น ขนลุกซู่ มึน ๆ เหนื่อยหอบ ร้อนหนาว วูบวาบไปทั้งตัว หนักบ่าหนักไหล่ และหรืออาการอื่นประกอบอีกหลายอย่าง แต่ส่วนใหญ่สำหรับผมแล้วจะเกิดอาการทั้งหมดที่กล่าวมา อาการเหล่านี้ท่านไม่ต้องแปลกใจครับ เพราะเป็นอาการปีติหรือเป็นอาการจากผีปู่ ผีย่า บรรพบุรุษของท่านที่ล่วงลับไปเขามาโมทนาบุญครับ ท่านเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข เขาจึงสามารถติดต่อกับท่านได้ ไม่ต้องกลัวครับเพราะนี่คือสัญญาณที่ดีที่เราจะทำให้ท่านที่ล่วงลับไปแล้วได้บุญจากเรา ทำแบบนี้ทุกวันพวกเขาได้ทุกวัน แล้วชีวิตมันจะไม่ดีขึ้นได้อย่างไร
27 ก.ค. 2555 แก้ไข เพิ่มเติมข้อมูล >> หลายท่านได้ส่งข้อมูลตอบกลับมาทางเมล์ว่าหลังจากปฏิบัติแล้วก็พบกับชีวิตที่ดีขึ้นหลายต่อหลายคน ไม่ว่าจะเกิดอาการปีติอย่างแรงเพราะการสวดบทที่ผมแนะนี้เหมือนไปเปิดจุกก๊อกแล้วพลังบุญที่สั่งสมมาที่ลอยค้างอยู่นานก็หลั่งพลูไหลหลากอย่างสายแม่น้ำ ย่อมเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล บางท่านได้ลาภ บางท่านได้งานทำและอีกหลายคนที่ไม่ได้กล่าวถึง แต่ทุกคนที่ตอบกลับมาล้วนมีแต่คนที่ตั้งใจจริง ผมเองขอให้ท่านทั้งหลาย “ตั้งใจแน่วแน่” ปฏิบัติไม่เว้นวัน ไม่อ่อนแรง การจะเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ ไม่ง่ายนะครับ มันจะมีมารมาขัดขวาง ให้เราง่วงบ้าง ให้เราเพลียบ้าง แต่พระพุทธเจ้าท่านสำเร็จมรรคผลได้ก็เพราะท่านมีความเพียร ท่านมีทุกอย่างที่คนอย่างเราก็ไม่ต่างจากท่าน เราต้องมีความเพียรพยายามให้สูง ยิ่งสูง ยิ่งขยัน ยิ่งมีกำลังใจ ท่านยิ่งเข้าใกล้พระนิพพาน อย่าคิดว่าไกลเกินตัวครับ ผมก็เคยคิดตอนนี้ไม่คิดแล้ว ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ เผยแพร่พระธรรมต่อไปจนกว่าชีวิตจะสิ้นแหละครับ ท่านได้เองไม่ใช่หรือครับ

เมื่อท่านนั่งแล้วห้ามคิดถึงเรื่องอื่นเด็ดขาด จะยุบหนอ พองหนอ จะพุทโธ จะนับเป็นตัวเลขหรือจริตแบบใดทำไปครับ คือผมอยากให้คำเตือนไว้เรื่องหนึ่ง บางคนนั่งแล้ว บอกว่าพอวันรุ่งขึ้น โอ้โห เจอแต่คนอารมณ์เสียใส่ หงุดหงิดใส่ มีแค่เกรี้ยวกราด ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้นก็ต้องถามตัวผู้นั่งเองว่า ในระหว่างที่นั่งนั้นได้ส่งจิตไปคิดถึงคนเหล่านั้นบ้างรึเปล่า คำตอบคือตรงนี้แหละครับ บุญนี้ไม่ได้ทำงานอย่างที่เราคิดนะครับ หากเราจะอธิฐานอย่าไปอธิฐานตอนกำลังนั่งวิปัสนา ให้ท่านอธิฐานแผ่เมตตาหลังจากลืมตาแล้วเท่านั้นครับ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เรา
คิดถึงคนอื่นในระหว่างนั่ง หากเราคิด มันจะยิ่งไปส่งแรงให้เขากลับมาก้าวร้าวกับเรามากขึ้น นี่แหละความสำคัญครับ ดึงกลับมาให้ได้นะครับ

มาต่อด้วยคำอธิฐานเลยจะได้เอาเป็นว่า หมดม้วนกันที่บทความนี้ไปเลย คือว่า จะมีใครสักกี่คนที่ให้ความสำคัญจริง ๆ กับคำอธิฐานท่านรู้กันรึเปล่าครับ ว่าคำอธิฐานนี้ ผมถือว่าเป็นเครื่องมือที่มีความจำเป็นแบบว่าขาดไม่ได้เลย ที่ผมเห็นท่านทั้งหลายอธิฐานมีแต่ขอหวย ขอโชคลาภ ขอกันเก่งมาก อันนี้ผมไม่ได้ตำหนิเลยนะ แต่ผมกำลังจะบอกว่า “ท่านอธิฐานกันผิดทั้งนั้น” ไปดูสิครับ เวียนเทียนสามรอบขออะไรกัน
ก็ไม่ตรงกับหลักคำสอน มีแต่ขอจากกิเลสทั้งนั้น แต่การไม่รู้แบบนี้ไม่ได้บอกว่าผิด แต่ให้เริ่มต้นใหม่ เอาตัวอย่างนี้ไปเริ่มต้นแล้วพิมพ์เก็บไว้ดูเป็นประจำนะครับ

“ข้าพเจ้า นาย/นาง…. เกิดวันที่ เดือน ปีพ.ศ….. ขอทวยเทพเทวดา โปรดจดจำชื่อของข้าพเจ้าไว้ว่า ข้าพเจ้านั้นเป็นผู้ที่มีศรัทธาต่อพระรัตนตรัย เมื่อกระทำการใด ๆ แล้วขอให้ทุกสิ่งประสบความสำเร็จสมดังปารถนา
ข้าพเจ้าขออานิสงค์ผลบุญในการ (ถวายผ้าพระกฐิน ถวายผ้าป่า ต่อน้ำเข้าวัด ฯลฯ….)ครั้งนี้ สำเร็จผลให้บิดามารดา ครูอาจารย์
ของข้าพเจ้า มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนนานร้อยปี
ข้าพเจ้าขออานิสงค์ผลบุญนี้ สำเร็จผลแก่สัมมาอาชีพและปัจจัยสี่ (ห้ามขาดนะครับข้อนี้) สำเร็จแก่พระภูมิเจ้าที่ เทพเทวดารักษาตัวของข้าพเจ้า
หากข้าพเจ้าได้เคยกลบฝังทรัพย์สมบัติใด ๆ ไว้ในอดีตชาติไม่ว่าชาติไหนก็ตาม ขออานิสงค์ผลบุญในครั้งนี้ ยังผลให้ขุมทรัพย์นั้นเปิดออก ให้ข้าพเจ้าได้ใช้ทรัพย์นั้นวันนี้ เวลานี้
ข้าพเจ้าขออานิสงค์ผลบุญในครั้งนี้ ส่งผลให้ข้าพเจ้ามีดวงตาเห็นธรรมทุกภพทุกชาติจนกว่าจะถึงพระนิพพาน”

นี่แหละหลัก ๆ ครับ พอผมเขียนแบบนี้ไป จะเห็นว่าผมไม่ให้เจ้ากรรมนายเวร หากใครจะให้ก็ให้บอกว่า จงอย่าจองเวร ให้ผลบุญนี้ส่งผลเป็นอโหสิกรรม ผมไม่ค่อยให้ความสำคัญกับตรงนี้เท่าไหร่ เพราะผมเห็นว่าตรงอื่นมีความสำคัญกว่ามาก ทุกวันนี้ผมก็ต้องใช้กรรมกันไปจนกว่าจะหมด ผมเกรงว่าหลายท่านจะอธิฐานผิด บางท่านไปอธิฐานว่า ขออุทิศให้ศัตรูหมู่มาร แบบนี้พังเลยนะครับ ไม่ได้เลยนะ ห้ามอุทิศแบบนี้ครับ เพราะเราไปเผลอพูดคำว่า “ศัตรู” แบบนี้ ถือว่าเรายังคิดว่าเขาเป็นศัตรู แบบนี้จะยิ่งเจอหนักเลยเพราะกำลังเขาจะเยอะขึ้นกลับมาเป็นหอกทิ่มแทงเรามากหนักกว่าเดิม สำหรับการจะให้พวกเจ้ากรรมนายเวร เวลาที่ท่านสัพเพ สัตตา เขาก็ได้แล้วไม่ต้องมาปรุงแต่งอะไรให้มาก เพราะในคำแปล คือสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น มันก็คือมีกรรมดำต่อกัน แบบนี้เขาได้แล้ว เพราะท่านบอกว่า อย่าได้จองเวรเลย บทสัพเพ สัตตา เขาจึงมีเป็นมาตรฐาน ไม่ต้องแปลงเลยครับ แต่เราคิดไม่ถึงงัย เพราะเราไม่ได้มีอาจารย์ที่จะสอนให้เราได้ตลอดทุกอย่าง ทุกวันนี้ผมขวนขวายเอาเอง วิ่งศึกษา แล้วมาแบ่งปันกันให้ทราบ ก็ขอให้ท่านทุกคนมีดวงตาเห็นธรรมกันตั้งแต่ชาตินี้เลยครับ

จากการเปิดกระทู้นี้มาตั้งแต่แรกทำให้มีคนสนใจกันมากเหลือเกิน นี่ผ่านมาครึ่งปีแล้วที่ผมเขียนกระทู้นี้ขึ้น เรทติ้งไม่เคยตกเลย เกิดอะไรขึ้น ก็เพราะผมนำเอาความจริงมาเผยแพร่ ความจริงเป็นสิ่งสำคัญครับ เขาจะทำงานเอง เทพเทวดาของผมท่านก็ส่งเสริมให้เว็บนี้มีความขลัง มีหลายอย่างทีเกี่ยวข้องแต่เรามองไม่เห็นครับ คนจำนวนมากผมนับไม่ได้ที่ติดต่อมาแล้วปฏิบัติตามกระทู้นี้ ไม่มีใครไม่ได้ผล ไม่มีใครไม่เปลี่ยน ชีวิตดีขึ้นตามกำลังศรัทธาครับ วันนี้ผ่านมาครึ่งปี ผมไม่อยากเชื่อว่ากระทู้นี้ได้สร้างกระแสของการสวดมนต์ได้อย่างถูกต้อง ผมก็ขออุทิศบุญนี้ให้กับอาจารย์แม่ชีใหญ่ที่เคารพรัก กระทู้ที่ผมเขียนทั้งหมดมีเรื่องราวต่าง ๆ ที่ท่านหลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อน มันค่อนข้างจะแฟนตาซีสักหน่อย ฟังดูแปลก ๆ นะครับ ก็ในความจริงโลกทิพย์เขาก็แฟนตาซีมิใช่น้อย การเสพ การกิน เพียงรำลึกคิดก็สามารถเสพได้แล้ว และอะไร ๆ ที่มันเกิดขึ้นแล้วดูเหลือเชื่อมันย่อมเป็นไปได้ทั้งนั้นในโลกทิพย์ ไปร่วมค้นหากันในกระทู้อื่นที่ผมเขียนเรื่อย ๆ ตามประสบการณ์ซึ่งจะมี นนท์คนสำคัญคอยเคียงข้างและบอกเล่าถึงความเป็นทิพย์ที่อยู่รอบกายผมโดยตลอด มาผจญภัยกันต่อในโลกทิพย์นะครับมีอะไรรอท่านอยู่อีกเยอะครับ

ด้วยความเคารพ
ณัฐภูเบศร์ เมธีรัตน์วรากร (หนิง)

วาสนาทำให้เป็นขาขึ้นได้อย่างไร

Posted By on December 26, 2012

วาสนาทำให้เป็นขาขึ้นได้อย่างไร

คนที่มีโชคต้องคิดและทบทวนให้ถ่องแท้ว่าโชคในที่นี้ไม่ใช่การเสี่ยงทายที่เข้าใจ

กันว่าการมีโชคคือการมีลาภ แต่โชคในที่นี้คือการที่คนเราได้รับโอกาสทางการ

ศึกษามีโอกาสที่จะได้แสวงหาความรู้

ส่วน วาสนา ก็มิใช่บุญเก่าเก็บ หรือ กุศลที่บ่มสร้างไว้ในอดีต แล้ว ตามมาหลอก

หลอนในชาตินี้ หากแต่วาสนาคือ การที่คนเรามีความขยันหมั่นเพียร มุมานะ บาก

บั่น มุ่งมั่นต่อสู้ ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา ซึ่งวาสนาก็คือความเพียรที่เราสร้างขึ้นเอง

ดังนั้น คนที่มีโชค คือคนที่มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาตนเองไปสู่ความสำเร็จ

คนที่มีวาสนา คือ คนที่มีความขยันมั่นเพียร นั่นเอง

 

ความสำเร็จของคนก็ขึ้นอยู่กับคนนั่นเองหมายถึง บุคคลล่วงทุกข์ได้เพราะความ

เพียร มนุษย์นั้นเป็นผู้กำหนดโชคชะตาของตนเองทั้งสิ้น เราเป็นทั้งผูสร้าง และผู้

ทำลายในเวลาเดียวกัน ดั่งได้ยินคำกล่าวถึงอยู่เสมอว่า

ดีชั่ว อยู่ที่ตัวทำ

สูงต่ำ อยู่ที่ทำตัว

ชีวิตมิใช่เทวดามาอุ้มสม

มิใช่พระพรหมจะมาเสกสรร

มิใช่ศุกร์เสาร์อาทิตย์ หรือ จันทร์

จะมาดลบันดาลให้เราชั่ว-ดี

แต่กรรมคือการกระทำเท่านั้น

ที่ลิขิตชีวิตของคน

จะยากดีมีจนก็สุดแต่วิถีทาง

กฎแห่งกรรมกระทำดี-ดี

ทำชั่วก็มีแต่เลวระยำ

เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วจงตรองดูเถิดนะว่าเราจะสร้างดวง หรือ จะให้ดวงสร้างเรา

บทความในวันนี้อาจจะดูสั้นๆๆแต่ก็อยากให้รับไว้พิจรณาครับเผอิญวันนี้ผมได้ยิน

ลูกศิษย์ที่ผมไปบรรยายมาทั้งวันบางท่านพูดถึง โชค ลาภ วาสนา มีส่วนให้ชีวิต

ประสบความสำเร็จ ผมก็เลยอยากจะบอกลูกศิษย์ที่รักของผมว่า ถ้าโชค ลาภ

วาสนานั้นหมายถึง สิ่งที่ผมบอกไปแล้ว ความสำเร็จในชีวิตนั้นก็จะบังเกิดแก่ตน

เวรกรรมจากการฆ่าสัตว์

Posted By on December 9, 2012

บริเวณป่าใหญ่แห่งหนึ่งในเขตเทือกเขาหิมพานต์ มีฝูงลิงอยู่ฝูงหนึ่งซึ่งมีลิง ๒ พี่น้องเป็นผู้ควบคุมดูแล ครั้งนั้นพระพุทธเจ้าของเราเกิดเป็นลิงตัวพี่ชื่อ “มหานันทิยะ” ส่วนพระสารีบุตรเกิดเป็นลิงตัวน้องชื่อ “จูฬนันทิยะ”

ลิง ๒ พี่น้องมีลิงบริวารอยู่ ๘๐,๐๐๐ ตัว แม่ลิงของลิงทั้งสองนั้นตาบอด จึงเป็นหน้าที่ของลิง ๒ พี่น้องต้องช่วยกันดูแลเลี้ยงดู

คราวหนึ่ง ลิง ๒ พี่น้องต้องพาบริวารไปหากินไกลจากที่อยู่ แต่ได้มอบหมายให้ลิงตัวหนึ่งนำผลไม้มาให้แม่ลิงกิน ผลปรากฏว่าลิงที่ได้รับมอบหมายให้นำผลไม้มานั้นกลับคิดไม่ซื่อ เก็บไว้กินเสียเอง ลิง ๒ พี่น้องกลับมาเห็นแม่ลิงซูบผอมจึงถามความจริง

“แม่ ทำไมผอมลงเล่า แม่ไม่ได้กินผลไม้ที่ลูกส่งมาให้ หรือว่าแม่ไม่ชอบ ผลไม้เหล่านั้นล้วนมีรสชาติอร่อยทั้งสิ้น”

“ผลไม้ที่ไหนลูก แม่ไม่เคยได้เลย” แม่ลิงตอบ

ลิงมหานันทิยะได้ฟังแม่พูดเช่นนั้น ก็เข้าใจทันทีว่าลิงที่มอบหมายให้นำผลไม้มาให้คิดไม่ซื่อ จึงเกิดสะเทือนใจแล้วคิดว่า

“เรามัวแต่ดูบริวารให้ได้รับความสุข ต่อนี้ไปเราจักออกจากการเป็นหัวหน้าฝูงลิง มาเลี้ยงดูแม่ดีกว่า”

ครั้นคิดได้ดังนี้ ลิงมหานันทิยะก็เรียกน้องชายคือลิงจูฬนันทิยะมาปรึกษา แล้วมอบหมายให้รับผิดชอบดูแลบริวารแทน

“น้องรัก น้องช่วยดูแลบริวารแทนพี่ด้วย พี่จักลาออกมาทำหน้าที่เลี้ยงดูแม่ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วไม่มีเวลาดูแลแม่แน่”

“ไม่ละพี่ ฉันไม่ต้องการดูแลบริวารหรอก ฉันก็อยากดูแลแม่เหมือนกัน” ลิงจูฬนันทิยะปฏิเสธพร้อมทั้งชี้แจงเหตุผล

เป็นอันว่า ลิง ๒ พี่น้องยอมสละตำแหน่งหัวหน้าฝูงมาเลี้ยงดูแม่ลิงซึ่งบัดนี้แก่เฒ่าแล้ว ทั้งสองพาแม่ลิงลงจากป่าหิมพานต์มาอยู่ที่ต้นไทรต้นหนึ่งใกล้ชายแดน สามแม่ลูกอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขโดยลิง ๒ พี่น้องต่างผัดเปลี่ยนกันออกไปหาผลไม้มาให้แม่ลิง

“เหนื่อยไหมลูก” แม่ลิงมักถามลูกๆ อย่างนี้เสมอ

“ไม่เหนื่อยหรอกจ้าแม่” ลูกๆ จะพากันตอบแบบนี้ทุกครั้ง ซึ่งแม่ลิงได้ฟังแล้วก็รู้สึกสบายใจ ส่วนลิง ๒ พี่น้องก็อบอุ่นใจ
ทางด้านเมืองพาราณสี มีพราหมณ์หนุ่มคนหนึ่งศึกษาศิลปวิทยาจบมาจากสำนักของพราหมณ์ทิศาปาโมกข์ แหละพราหมณ์หนุ่มคนนี้มีนิสัยหยาบคายร้ายกาจและใจร้อน อาจารย์ทิศาปาโมกข์มองดูศิษย์ซึ่งเข้ามาอำลากลับบ้านเกิดด้วยความเป็นห่วง

“ลูกรัก ลูกเป็นคนใจร้อน จำคำพูดของพ่อไว้ให้ดีนะว่า ความใจร้อน ความหยาบคายร้ายกาจจะทำให้ลูกเดือดร้อน จงพยายามปรับปรุงนิสัยใจคอให้เป็นคนสุภาพ อะไรก็ตามที่ทำไปแล้วจะทำให้เดือดร้อนก็อย่าไปทำ” อาจารย์ทิศปาโมกข์เตือนศิษย์

“ผมจะพยายามทำอย่างที่อาจารย์แนะนำ” ศิษย์รับคำแล้วกราบลาอาจารย์

ครั้นกลับมาเมืองพาราณสีแล้ว พราหมณ์หนุ่มนั้นก็ครุ่นคิดหาวิธีเลี้ยงชีวิตตนเองและครอบครัว เขามองไม่เห็นทางอื่นที่จะใช้ความรู้นอกจากการล่าสัตว์ เมื่อเห็นทางอย่างนี้เขาจึงตัดสินใจยึดอาชีพเป็นพรานเนื้อออกล่าสัตว์แล้วแล่เนื้อออกขาย เขาภูมิใจและมีความสุขที่เห็นสัตว์ป่าถูกยิงตายต่อหน้า

“ฮ่า…..ฮ่า…..จะหนีไปไหนพ้นวะเจ้าสัตว์น้อย” เขาหัวเราะคำรามลั่นอย่างนี้ทุกครั้งที่ปล่อยลูกธนูออกไป

เขาเป็นคนทำบาปขึ้น ทุกวันที่ออกไปล่าสัตว์จะต้องได้สัตว์ติดมือกลับมาทุกครั้ง ครั้นเมื่อได้มาแล้วก็มอบให้เมียแล่เนื้อออกเป็นชิ้นเล็กๆ ส่วนหนึ่งเก็บไว้กิน ขณะที่อีกส่วนหนึ่งนำออกขาย

แต่วันหนึ่งนับเป็นวันที่โชคร้ายเพราะไม่สามารถยิงสัตว์ป่าได้เลย เขารู้สึกหัวเสียและเดินง้างธนูออกล่าเหยื่อด้วยความเจ็บแค้น

“ให้เจอเถอะน่า กูจะยิงไม่เลี้ยงเลย” เขาคำรามอยู่ในใจ

พราหมณ์หนุ่มผู้หยาบช้าเดินล่าเหยื่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงต้นไทรใหญ่ที่ลิง ๓ แม่ลูกอาศัยอยู่ เขาเดินตรงรี่ไปที่ต้นไทรนั้นพร้อมทั้งมีความหวัง

“คงมีอะไรให้กูได้ยิงมั่งละวะ”

ขณะนั้นเอง ที่ต้นไทรนั้น ลิง ๒ ตัว พี่น้องกลังปรนนิบัติแม่ลิงให้กินผลไม้อยู่ ลิงมหานันทิยะเห็นพราหมณ์หนุ่มถือธนูเดินเข้ามาก็คิดว่า

“พราหมณ์คนนี้เห็นแม่ลิงแก่ๆ คงไม่ทำอะไร”

จากนั้นตัวเองกับน้องจึงหลบอยู่ที่คาคบ

ฝ่ายพราหมณ์หนุ่มหยาบช้ามาถึงต้นไทรสอดส่ายตามองไปจนทั่ว ก็เห็นแม่ลิงกำลังนั่งกินผลไม้อยู่บนกิ่งต้นไทร

“พอดีเลย” เขาคิด

“วันนี้เกือบทั้งวัน ยังไม่ได้เนื้อสักตัว เอาละวะลิงแก่ก็ลิงแก่เถอะ เนื้อมันก็กินได้เหมือนกัน”

คิดแล้ว เขาก็ง้างธนูเต็มที่หมายจะยิง ลิงมหานันทิยะคอยจับตาดูอยู่ตลอดเวลา เห็นพราหมณ์หนุ่มแสดงท่าทางเช่นนั้นแน่ใจว่าเหตุร้ายต้องเกิดขึ้นกับแม่ของตนแน่ จึงรีบบอกลิงจูฬนันทิยะให้รู้ตัวและตนเองก็กระโดดออกมาขวางหน้าแม่ลิงไว้ พลางร้องบอกพราหมณ์หนุ่มว่า

“ท่านนายพราน อย่ายิงแม่ของข้าพเจ้าเลย ท่านแก่มากแล้ว มิหนำซ้ำยังพิการอีกด้วย มายิงข้าพเจ้าดีกว่า ข้าพเจ้ายินดีสละชีวิตให้แม่”

จากนั้นก็หันไปบอกลิงจูฬนันทิยะว่า

“น้องรัก พี่ฝากแม่ด้วย”

พราหมณ์หนุ่มหยาบช้าไม่ได้เกิดความสงสารแม้แต่นิดเดียว เขาปล่อยลูกธนูใส่ลิงมหานันทิยะเต็มแรง ลิงมหานันทิยะถูกยิงกระเด็นตกจากต้นไทรและสิ้นใจตายทันที จากนั้นพราหมณ์หนุ่มก็สอดลูกธนูเตรียมจะยิงแม่อีก

“อย่า…..อย่า…..ท่านนายพราน” ลิงจูฬนันทิยะขอร้องพลางกระโดดขวางหน้าแม่ลิง

“อย่ายิงแม่ของข้าพเจ้าโปรดไว้ชีวิตท่านเถิด ข้าพเจ้ายินดีตายแทนแม่”

พอขาดคำของจูฬนันทิยะ พราหมณ์หนุ่มก็ยิงลูกธนูใส่เต็มแรงอีกเช่นกัน ผลก็คือ ลิงจูฬนันทิยะกระเด็นตกจากต้นไม้สิ้นใจตายคาที่ทันที จากนั้นเขาก็ยิงแม่ลิงอีกด้วย ผลปรากฏว่า วันนั้นเขาได้ยิงลิง ๓ ตัวแม่ลูกกลับบ้านด้วยความดีใจ

ขณะที่เขาหาบลิง ๓ แม่ลูกมุ่งหน้ากลับบ้านนั้น ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นที่บ้านของเขา กล่าวคือ เกิดฟ้าผ่าบ้านแล้วมีไฟลุกไหม้ครอกเมียและลูก ๒ คนตายหมด เหลือแต่ซากบ้านกับกองกระดูกของลูกเมีย

ขณะนั้นเขาหาบลิงมาถึงทางเข้าหมู่บ้านพอดี ชาวบ้านเห็นเขาต่างรีบเข้ามาแจ้งข่าวร้ายทันที

ทันทีที่ได้ฟังข่าวร้ายนั้น เขาถึงกับร้องไห้โฮด้วยความเสียใจ ไม่สามารถจะคุ้มสติไว้ได้ ทิ้งหาบวิ่งโร่ไปบ้านของตัวเอง แล้วทันใดนั้นเองโครงการบ้านที่เหลืออยู่ก็หล่นตีศีรษะเขาแตกเลือดอาบ เขาวิ่งออกจากบ้าน

ทันใดนั้นเอง สิ่งที่ไม่เคยคาดคิดก็เกิดขึ้น แผ่นดินตรงที่เขายืนได้แยกออก แล้วดูดร่างเขาลับหายไปในพริบตา
นิทานธรรมเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การทำร้ายผู้ที่ไม่ได้คิดร้ายกับตนเองด้วยจิตใจที่โหดเหี้ยม ย่อมได้รับผลทันตาเห็นเหมือนพราหมณ์หนุ่มฆ่าลิง ๓ แม่ลูกผู้มีจิตใจสะอาดแล้วได้รับผลกรรมทันตาเห็นฉะนั้น

…..คนเราทำกรรมเหล่าใดไว้
เขาย่อมเห็นกรรมเหล่านั้นในตน
ผู้ทำกรรมดีย่อมได้รับผลดี
ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว
คนเราหว่านพืชเช่นใด
ย่อมได้รับผลเช่นนั้น…..

ที่มา http://board.palungjit.com จากคุณ Saber